dbd-banner-for-web-01

【COLLABORATION】TAKEO KIKUCHI x DROP BY DOUGH

DROP BY DOUGH x TAKEO KIKUCHI
Doughnut, Fashion, Summer, and Celebration.

เข้าสู่ช่วงเมษายนต้อนรับหน้าร้อนและเทศกาลสงกรานต์ของเมืองไทย ซึ่งตรงกับหน้าชมดอกไม้ของทางประเทศญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่าเทศการ Ohanami (お花見) โดยที่ผู้คนจะออกมาสังสรรค์เพื่อชมความงาม ของต้นซากุระกันทั่วประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็น สบายไม่หนาวจนเกินไปทำให้นอกจากการออกมาดื่มด่ำกับการดูต้น ซากุระแล้วยังพากันแต่งตัวให้ดูดี โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่นิยมออกเดทกัน ในช่วงนี้ ซึ่งของที่ขาดไม่ได้ในการช่วงเวลานี้คือขนมหวานและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเหล้าบ๊วย Umeshu (梅酒) โดยในครั้งนี้ทาง Takeo Kikuchi Thailand ได้ร่วมมือกับทาง Drop by Dough ร้านโดนัทชื่อดังสไตล์ Scandinavian ของเมืองไทยที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของรสชาติและความคิดสร้างสรรค์ กับโปรเจคพิเศษ Virgin Umeshu Doughnut รสชาติพิเศษที่ร่วมกันคิดค้น ขึ้นมาวางจำหน่ายเพียงแค่ช่วงเวลานี้ และ Marché กระเป๋าผ้าทรงสุดฮิต ที่ญี่ปุ่นในขณะนี้

DROP BY DOUGH

DROP BY DOUGH x TAKEO KIKUCHI Collaboration Marché Bag

กระเป๋าทรง Marché ผ้าคอตตอน ขนาดใหญ่ สีกรมท่าสุดคลาสสิคผลิตจาก ประเทศญี่ปุ่น ถุงผ้าอีโค่ที่ใช้ไปจ่ายตลาดขนาดใหญ่จุของได้เยอะ ถุงลดโลก ร้อนสไตล์คนญี่ปุ่นนั้นมีหลายแบบและมีความน่าสนใจที่ต่างกันออกไป และ กระเป๋าทรง Marche ก็เป็นหนึ่งในกระเป๋าอีโค่ทรงที่มาแรงในปีนี้ และชาว ญี่ปุ่นทุกคนต้องมีถุงผ้าติดตัวไปไว้ใส่ของเพื่อไปช้อปปิ้ง เพื่อช่วยกันลดการ ใช้พลาสติกและลดโลกร้อนอีกด้วย กับดีไซน์ที่ิมินิมอลไม่เหมือนใครกับโลโก้ ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Drop by dough และ หมวก Bowler hat ที่เป็นคาแรคเตอร์ ของแบรนด์ ทาเคโอะ คิคูชิ เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งกระเป๋าทรง ‘Marché’ มาจาก ภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ‘ตลาด’ และกระเป๋าทรง Marché เป็นกระเป๋าที่ชาวฝรั่งเศส มักจะสะพายกันไปซื้อของที่ตลาด ในสมัยนี้กระเป๋าทรง Marché เป็นที่ฮอตฮิต ในญี่ปุ่นเป็นอย่างมากสามารถมาแมทช์กับเสื้อผ้าในชีวิตประจำวันเพื่อให้ได้ ลุคที่ออกมาดูสนุกและ Casual แถมยังแข็งแรงและยังจุของได้เยอะ เหมาะกับ ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีสมัยใหม่ สะดวกสบายมากๆครับ สินค้ามีจำนวน จำกัด รอไม่ได้แล้วนะครับ! สามารถซื้อได้แล้ววันนี้ที่ Takeo Kikuchi ทุกสาขา Drop by Dough สาขาอุดมสุข สุขุมวิท 101/2 และช่องทางออนไลน์ พร้อมติด Hashtag ไปพร้อมกัน #dropbydoughxtakeokikuchi

#DROPBYDOUGHxTAKEOKIKUCHI

Marché Bag

DROP BY DOUGH x TAKEO KIKUCHI Collaboration Doughnut

การ Collaboration ของร้าน Doughnut สไตล์สแกนดิเนเวีย ‘Drop by dough’ กับแบรนด์แฟชั่นท่านสุภาพบุรุษจากโตเกียวอย่าง ‘Takeo Kikuchi’ มาร่วม กันทำรสชาติโดนัทสุดพิเศษ ‘Virgin Umeshu Doughnut’ ที่ได้รับแรงบรรดาล ใจ มาจากช่วงเทศกาล ‘Hanami’ ของญี่ปุ่น ที่ชาวญี่ปุ่นจะนั่งดื่ม ‘Umeshu’ ตอนดูซากุระในเดือนเมษายน เหล้าบ๊วย (Umeshu/梅酒/Plum wine) เป็น เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่ได้จากการแช่บ๊วยในแอลกอฮอล์ตามสัดส่วนของสูตร ให้รสชาติที่เปรี้ยวอมหวาน โดยปกติจะมีระดับแอลกอฮอล์ประมาณ 10-15% แต่เรานำมาต้มระเหยให้รสชาติเข้ากับแป้งโดนัทโฮมเมด จึงเป็นรสชาติเหล้าบ๊วย แบบ Non Alcohol หรือเราเรียกง่ายๆว่า Virgin Umeshu เอกลักษณ์คือรสชาติ และกลิ่นบ๊วยที่ชัดเจน ผสานลงตัวได้เป็นรสชาติที่ใครก็ติดใจ รสชาติของ Umeshu ตัดกับความหวานของน้ำตาลที่โรยอยู่ด้านบนออกมากลมกล่อม เป็นรสชาติที่ เหมาะกับช่วงซัมเมอร์นี้มากๆครับ! และยังเน้นเสิร์ฟความอร่อยด้วยความสด ใหม่ของโดนัทโฮมเมด ส่งต่อความสดใหม่จากเตาให้ลิ้มลอง สามารถหาซื้อชิม ได้แล้ววันนี้ที่ Takeo Kikuchi Flagship store Centralworld และ ร้านโดนัท Drop by Dough สาขาอุดมสุข สุขุมวิท 101/2 เฉพาะ วันเสาร์ และ วันอาทิตย์ พร้อมติด Hashtag ไปพร้อมกัน #dropbydoughxtakeokikuchi

Virgin Umeshu
#DROPBYDOUGHxTAKEOKIKUCHI

Enjoy your Ohanami experience with our ‘Virgin Umeshu Doughnut’
and tag us @takeokikuchithailand_official & @dropbydough 

Don’t forget to hashtag #DROPBYDOUGHxTAKEOKIKUCHI

768X384 BANNER-01

【HIGHLIGHT】OATS X SOMEWHERE

OATSxSOMEWHERE
OATS X SOMEWHERE

OATS x SOMEWHERE

Creative Entrepreneur Interview Series 3

ทาเคโอะ คิคูชิ ชอบที่จะสังสรรค์กับผู้คนที่หลากหลายสาขาอาชีพเพื่อแลก
เปลี่ยนความคิดและอุดมการณ์ซึ่งกันและกันเวลาที่ได้แลกเปลี่ยนความเห็น ของกันและกันทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆเพื่อมาเปิดโลกของเรา ครั้งนี้เราจึงอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับ “เพื่อน”
คนสำคัญของเรา เจ้าของเพจท่องเที่ยว OATS X SOMEWHERE และเจ้าของร้านโดนัทชื่อดัง Drop by Dough คุณโอ๊ต และ คุณโอ๊ตซึ ที่วันนี้จะมาแลกเปลี่ยนความคิดเล็กน้อยๆกับเรากันครับ

“ We love to travel and share where we have been
                      and what we like, so go somewhere with us ”

“ We love to travel and share where we have been and what we like, so go somewhere with us ”

T: สวัสดีครับ ขอต้อนรับคุณผู้ฟังและคุณลูกค้าของเรา เข้าสู่ Takeo Kikuchi Podcast Interview Creative Entrepreneur Series 3 ที่เราจะมานำเสนอบุคคลที่มีความน่าสนใจ มาพูดคุยกันกับเรา ซึ่งในครั้งนี้ก็ดำเนินมาเป็นครั้งที่ 3 แล้วนะครับ ขอต้อนรับคุณโอ๊ตและคุณโอ๊ตซึเจ้าของเพจท่องเที่ยว Oats x SOMEWHERE ครับ

Oat/Oattsu: สวัสดีครับ

T: สวัสดีอีกครั้งอย่างเป็นทางการ คุณโอ๊ต และ คุณโอ๊ตซึนะครับ อยากให้ทั้งสองท่านแนะนำตัวเองนิดนึงครับ

Oattsu: สวัสดีครับ โอ๊ตซึนะครับ
Oat: ครับ โอ๊ตครับผม

T: วันนี้เราอยากจะมาพูดคุยถึงเบื้องหลังของทั้งสองท่านนะครับ ว่ากว่าจะมาเป็นเพจ OATS X SOMEWHERE ในทุกวันนี้ มีประสบการณ์ผ่านอะไรมาบ้าง ที่อยากจะแชร์ให้พวกเราฟังเพื่อที่จะ สร้างแรงบรรดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่มีความฝันแล้วก็อยากเป็น Travel influencer แบบทั้งสองท่าน

Oattsu: ครับ สำหรับเพจ OATS X SOMEWHERE นะครับ มันน่าจะเกิดมาจากตอนที่โอ๊ตซึกับโอ๊ตทำงานที่เดียวกัน ตอนนั้นผมเป็น Digital Marketing ของแบรนด์ Luxury Skincare แบรนด์นึง แล้วพอเหมือนมีเวลาว่าง เราก็มักจะชวนกับไปท่องเที่ยว ก็จะเริ่มคุยกันว่าเราจะจัดทริปไปไหนดี

Oat: ใช่ครับ ก็จริงๆจุดเริ่มต้นมันอาจจะเกิดมาจากการที่เราแค่เพื่อนๆกัน จริงๆไม่ได้มีแค่สองคนนะครับ ก็จะมีคนอื่นๆด้วยที่ไป เพียงแต่ว่าทริปแรกไปกันสองคน แล้วพอโพสรูปออกไป ก็มีคนถามกันเยอะว่า เฮ้ย ไปยังไง มีรายละเอียดยังไง ก็เลยรู้สึกว่าทำเพจดีกว่า คุยทีเดียว คนจะได้เห็นภาพสวยๆด้วย แล้วก็ได้อ่านข้อความเข้าใจกันเลยทีเดียวครับ

Oattsu: ครับ เหมือนในทริปแรก เราก็จะแบบมีรูปภาพแล้วเหมือนเขียนอธิบาย ขั้นตอนวิธีการไปแบบละเอียดอะไรแบบนี้อะครับ เวลาเราส่งให้เพื่อน เค้าก็จะไปตามได้เลย เหมือนตอนนั้นน่าจะเป็นลักษณะของการบอกเล่าให้เพื่อนฟังมากกว่า

T: แล้วทั้งสองท่านจบจากที่ไหนกันมาบ้างครับ

Oattsu: โอ๊ตซึจบ Communication Arts เอกโฆษณาที่มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ
Oat: โอ๊ตจบเศรษฐศาสตร์ ที่เชียงใหม่ครับ

T: ก็เรียกได้ว่าจบค่อนข้างต่างกัน คิดว่าที่เรียนมาได้นำมาปรับใช้กับการทำเพจหรือว่าในชีวิตยังไงบ้างค รับ

Oattsu: โอ๊ตว่าตอนเรียนมันน่าจะช่วงถึงการที่เราต้องคิด Creative Concept หรือว่าสร้่างสิ่งใหม่ๆออกมาตลอดเวลา คือเหมือนการคิดโฆษณาก็ต้องทำยังไงให้มันดูน่าสนใจอะไรแบบนี้ครับ ก็เลยคิดว่าน่าจะได้เอาใช้ในส่วนนี้ ความ Creative ความคิดสร้างสรรค์ครับผม

Oat: สำหรับโอ๊ตครับ ก็เศรษฐศาสตรอะมันเป็นทฤษฎีแนวคิดที่มันค่อนข้างกว้าง ถ้าถามว่าเอามาใช้ในการทำเพจไหมอะครับ ก็อาจจะไม่ได้เอามาใช้มากขนาดนั้น แต่ว่า จริงๆศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์อะมันเป็นแนวคิดที่เราใช้ในชีวิตประจำวันทุกวันได้ การจัดการในเรื่องต่างๆการบริหาร สิ่งที่มีอยู่หรือว่าเรื่องของเวลาครับ T: แล้วคิดว่าคนทั่วไป ตั้งแต่ทำเพจมามองเราในฐานะ Travel Influencer ไหมครับ

Oattsu: ส่วนตัวโอ๊ตไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น Travel Influencer อะไรขนาดนั้นครับ มันอาจจะเริ่มจากการที่เราเหมือน ชอบไปในที่ต่างๆ อาจจะมีคนที่ตามเรา เขาก็รู้สึกว่า เออน่าไป แล้วเขาก็จะมาถามเรามากกว่าครับ ว่าแบบไปยังไง หรือว่าอันนี้คืออะไร แบรนด์อะไรที่ใช้ อะไรแบบนี้ครับผม ก็รู้สึกดีที่แบบมีคนสนใจ หรือบางทีเราอาจจะสามารถช่วยในจังหวัดนึง ที่เราไปแล้วทำให้คนไปตาม ทำให้เกิดการท่องเที่ยวที่นั่นได้อะไรแบบนี้ครับ

Oat: สำหรับโอ๊ตนะครับ จริงๆเราก็รู้สึกเขินแหละ ที่คนเรียกเราว่า Travel Influencer แต่เราก็รู้สึกว่าเราอาจจะไม่ได้ Influence ทุกคนขนาดนั้น เพราะว่าแต่ละทริปหรือว่าแต่ละสถานที่ที่เราไป เราก็เลือกมาแบบที่เราชอบอะครับ สมมติว่าเราไปจังหวัดนึงอะครับ เราอาจจะไม่ได้ไปทุกที่ได้ ด้วยเวลาที่จำกัด เราก็แค่เลือกบางสถานที่ ที่มันตรงกับความชอบของเราอะไรแบบนี้ พอเราโพสคอนเทนต์เหล่านั้นออกไปอะครับ เราก็ดีใจนะครับที่วีคถัดมาหรือว่าเดือนนึงถัดมา คนไปสถานที่เหล่านั้น เพราะเราก็รู้สึกว่าเออดีจังเลยที่มีคนชอบแบบเดียวกับเรา คิดแบบนั้นมากกว่า

T: แล้วไปทำคอนเทนต์ที่ไหนมาเป็นที่แรกครับ Oat: ไต้หวัน Oattsu: ที่แรกที่เปิดเพจเลยเป็นไต้หวันครับ T: เป็นต่างประเทศเลย

Oattsu: ใช่ เป็นต่างประเทศเลยครับ
Oat: ใช่ครับ เป็นต่างประเทศเลย

Oattsu: ตอนนั้นเหมือนไป ‘Sun Moon Lake’ แล้วก็ ‘Alishan’ น่ะครับ ซึ่งตอนนั้นโอ๊ตหาข้อมูลเองอ มันก็จะมีความยากอยู่ตรงที่ว่ามันจะนั่งรถไปยังไง เปลี่ยนเมืองยังไง มันก็จะงงๆนิดนึง แต่ว่าเราก็ทำการบ้านไป แล้วจุดนี้แหละ โอ๊ตว่ามันเป็นสิ่งที่เราไปเจอจริงๆแล้วเรามาเล่าให้เพื่อนฟังแบบง่ายๆ เพื่อนเราก็สามารถไปตามได้ครับ

Oat: ในทริปนั้นน่ะ เรารู้สึกว่าเราอาจจะไปบังเอิญเจอบางจุดที่คนอาจจะไม่ได้เห็นกันเยอะเท่าไหร่ อย่างสมมติว่าตอนที่เราไป ‘Sun moon Lake’ คนก็จะถ่ายตรง Lake ซะเยอะหรือว่าเป็นตรง Market ใช่ไหมครับ แต่ว่าเราก็เหมือนกับไปเห็นรูปใน Instagram มั้ง ที่มันจะมี Achitechture บางอย่างหรือสถานที่บางอย่างที่มันต้องปั่นจักรยานไปอีกประมาณแบบครึ่งชั่วโมง

Oattsu: อ๋อ มันจะเป็นเหมือน Tourist เป็น City center สักอย่างที่อยู่บนเขาอ่ะครับ ซึ่งถ้าสมมติว่าคนส่วนใหญ่พูดถึง ‘Sun moon Lake’ เขาอาจจะไปที่ทะเลสาปอันนั้นอย่างเดียว แต่ว่าพอเราเหมือนไปเปิดเจอว่ามันมีอันนี้อยู่ ซึ่งมันเป็น Architecture ที่มันสวยแล้วแบบน่าสนใจมาก เราก็เลยปั่นจักรยานขึ้นเขาไป แล้วพอเราถ่ายมา ก็มีลูกเพจหลายคนที่เขามาตาม แล้วเขาก็มาคอมเมนต์แท็กเพื่อนไปว่า เฮ้ย ทำไมเขาไปแล้วไม่เจออะไรแบบนี้ เออ เราก็เลยเหมือนจะค้นพบสถานที่ใหม่ ซึ่งจริงๆคนก่อนหน้านี้อาจจะไปเจอมาแล้วก็ได้ แต่ว่าไม่ได้พูดถึง


T: ก็ค่อนข้างทำการบ้านกันพอสมควร

Oattsu: (หัวเราะ) ครับ
Oat: ทำ หนักเหมือนกันครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนนี้ (ชี้ที่โอ๊ตซึ)

T: โอเคครับ (หัวเราะ) แล้วมีอุปสรรคเยอะไหมครั้งแรก ในการถือกล้องอะไรแบบนี้ ถ้าคอนเทนต์ก็คือคิดกันพอสมควร

Oattsu: อันแรกเราไม่ได้ตั้งใจเลยเนาะ
Oat: มันไปคอนเทนต์ที่ธรรมชาติมาก

Oattsu: ใช่ คือเหมือนโอ๊ตไม่ได้คิดว่าแบบจะถ่ายอะไรเลยอะ แต่คือแค่เราเหมือนแบบไปเที่ยวกันแล้วก็มีอะไรก็ Snap ไว้แบบนั้นเลยครับ แต่คืออุปสรรคมันอาจจะเป็นเพราะว่าเราเดินทางกันหลายเมืองครั้งแรกด้วย การแพลนเราอาจจะยังไม่ได้เก่งมาก มันก็อาจจะมีหลงบ้าง มีเวลาคลาดเคลื่อนบ้างอะไรแบบนี้ครับ

Oat: สำหรับเรา เรารู้สึกว่าอันแรกมันไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะว่ามันก็คือการท่องเที่ยวที่แบบ ตกรถบ้าง คลาดอะไรบ้าง แต่มันก็ยังเป็นธรรมชาติใช่ไหมครับ แต่ว่าอันต่อไปอะ จะเริ่มมีความกดดัน เพราะว่าแบบเราก็จะมีความกดดัน เพราะว่าในแต่ละที่ที่เราไปอะ เราเตรียมมาดีรึยัง เราจะพลาดอะไรไปรึเปล่า หรือว่าเวลาไปแต่ละที่ก็จะแบบมีมุมอะไรที่เราตกไป หาไม่เจอรึเปล่า แต่ว่ามีเล็กน้อยมากนะ คือแบบว่าไม่ได้เอาไปเป็นความเครียดขนาดนั้น แต่ว่าเหมือนเวลาทำคอนเทนต์แรกใช่ไหมครับ แล้วมันดี คอนเทนต์ต่อไปเราก็จะรู้สึกว่าเรามีความคาดหวังบางอย่างที่ก็อยากจะทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ T: เหมือนคอนเทนต์แรกโพสไปก็คือปังเลย

Oat: (หัวเราะ) Oattsu: ก็โชคดีที่เหมือน algorithm facebook มันยังให้คนเห็นเยอะอยู่
Oat: ในวันนั้น (ยิ้ม)

T: เปิดเพจมานานเท่าไหร่แล้วครับ

Oat: น่าจะเกือบสี่ปีครับ
Oattsu: เฮ้ย
Oat: ใช่ น่าจะแบบสามกว่า เกือบสี่

T: โอเค สถานที่แรกที่ไปถามแล้ว ทีนี้อยากจะถามสถานที่ที่เป็นแบบ Favourite เลย ชอบที่สุด คือที่ไหนที่เราไปทำคอนเทนต์มาครับ

Oattsu: น่าจะเหมือนกันเนอะ โอ๊ตรู้สึกว่าที่ชอบที่สุดของโอ๊ตก็คือจะเป็นทริปสแกนดิเนเวียครับ ตอนนั้นเราไปแบบประมาณ 15 วัน 4 ประเทศกับ 6-7 เมืองครับ แล้วมันก็มีการนอนบนเรือด้วย นั่งรถไฟแบบหนึ่งวันเต็มๆด้วย นั่งเรือเปลี่ยนรถอะไรเยอะมาก สนุกมาก ไปหลายเมืองได้เห็นอะไรหลายอย่างเยอะมาก

Oat: จริงๆแล้วสำหรับโอ๊ต ชอบหลายที่ ญี่ปุ่นเกาหลีก็ชอบมากแต่ว่าเหมือนโอ๊ตซึเลยครับคือทริปที่ชอบที่สุดเลยคือทริป สแกนดีเนเวีย คือหนึ่งคือมันไปหลายประเทศหลายเมืองแล้วก็ช่วงเวลานานอะครับ แล้วก็โอ๊ตว่าช่วงเวลาที่เราไป มันเป็นวัยที่เหมือนเราเริ่ม Explore และค้นหาว่าตัวเองชอบอะไรครับ เหมือนในทริปนี้เรารู้สึกว่าเราเจอตัวตนของตัวเองในทริปนี้เยอะมาก มันอาจจะแบบเราพอมีเงินบ้าง เพื่อที่จะใช้ชีวิตเลือกโรงแรมที่เราอยากนอน เราแบบ ได้รู้ตัวเองว่าเราชอบอาหารแบบนี้จากการลองอะไรหลายๆอย่าง ชอบดีไซน์แบบนี้ ชอบเฟอร์นิเจอร์แบบนี้ แล้วก็ชอบเดินทางประมาณนี้ เพราะมันเหมือนกับทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่แล้วเดินทางยาวๆประมาณ 15 วัน

T: เรียกได้ว่าไปลองทุกอย่าง ไปหาว่าอะไรที่ใช่ที่สุดของเราใช่ไหมครับ น่าสนใจมากเลยครับ งั้นขอถามต่อเลยว่า เพจ OATS X SOMEWHERE จากที่ฟังมาส่วนใหญ่ก็เป็นในเรื่องของสไตล์ที่ใช่หาตัวเองแล้วก็แชร์ในแง่ของเล่าให้เพื่อนฟัง แล้วได้คิดในเชิงของธุรกิจที่เขาเรียกกันว่า ‘Self-Branding’ บ้างไหมครับ

Oattsu: โอ๊ตว่าถ้า Self Branding ของเพจ OATS X SOMEWHERE จริงๆมันก็คือตัวตนของเราสองคน เลือกจากสิ่งที่เราชอบครับ มันอาจจะเป็นพูดถึงเรื่องของดีไซน์ เวลาเราไปทริปนึง เราอาจจะไปพัก Hotel ดีไซน์หรือว่าร้านอาหารที่เป็นดีไซน์ หรือเลือกไปสถานที่ท่องเที่ยวที่มีดีไซน์ โอ๊ตก็เลยรู้สึกว่าอันนี้มันอาจจะเป็น Branding ของเพจที่เลือกไปในในที่ที่มีดีไซน์อะไรแบบนี้ครับ

Oat: สำหรับโอ๊ตก็คล้ายๆโอ๊ตซึแหละ มันเป็นเรื่องของการคัดสรรคัดเลือกสิ่งที่เราถ่ายทอดออกไปในทริปต่างๆครับ เหมือนเวลาที่ลูกเพจอ่านก็อยากจะให้เข้ารู้สึกว่าแต่ละสถานที่แต่ละร้านอาหาร โรงแรมหรือว่าที่เราไปในแต่ละประเทศนั้นๆน่ะ คือเราคิดเลือกมาแล้วในแบบของเรา ที่เราคิดว่ามันดีอะไรแบบนี้ครับ

T: แบบนี้วางตัวเองเป็น Postitioning ไหนไหมครับ ในฐานะของ Travel Influencer

Oat: จริงๆเราแค่มองว่าเราเป็นแค่ Life Style Blogger/ Life Style Page เพราะว่าสิ่งที่เราพูดในเพจมันคือทุกเรื่อง มันคือเรื่องเที่ยว โรงแรม หมู่บ้านจัดสรร ที่เราแบบคิดว่าแบบนี้มันใช่นะ ดีไซน์มันใช่เราก็พูดได้ หรือว่า Product ทุกอย่างที่อยู่ในชีวิตเราอะครับ คือมันเป็น Lifestyle ทั้งหมด เราแค่เอาออกมาถ่ายทอดเป็นมุมมองในแบบของเรา

Oattsu: ใช่ครับ เหมือนเพจอื่นๆเค้าก็อาจจะท่องเที่ยวเลย แบบเป็น adventure หรือว่าเป็นท่องเที่ยวที่เป็นทริปโรงแรมอย่างเดียว หรือเล่าเรื่องไปในท่องเที่ยวในแต่ละแบบ แต่คือ OATS x SOMEWHERE น่าจะเป็นเหมือน Lifestyle ของคนที่ชอบดีไซน์ ชอบความ Creative ชอบท่องเที่ยว มันก็เลยจะเห็นว่าเออมีไปสถานที่ท่องเที่ยว มีไปพักโรงแรม มีไป Staycation หรือว่าเลือกใช้ Product อะไรในชีวิตประจำวัน

T: แล้ว Target เราเป็นกลุ่มคนประเภทไหนครับ

Oat: จริงๆเราว่าอันนี้ พูดอาจจะยากนิดนึงครับ คือเราไม่ได้เจาะจงมาว่าเราสำหรับใครโดยเฉพาะ แต่ว่าด้วยคาแรคเตอร์อะครับ มันก็อาจจะเป็นคนวัยทำงาน จะโตนิดนึง ที่จะเข้าใจไลฟ์สไตล์พวกนี้ ที่สามารถไปตามอะไรแบบนี้ แต่เราเชื่อว่าเด็กๆก็มีแหละ คือจริงๆถ้าดูตามเพจมันก็จะประมาณแบบ 25-40 ปีที่เยอะ แล้วก็จะเป็นผู้หญิงเยอะ ที่จะแนะนำให้ผู้ชายไปทำตาม แบบเหมือนแฟนอะครับ ดูแล้วก็นี่ใส่เสื้อผ้าแบบนี้สิ อะไรแบบนี้ครับ

T: ก็เรียกได้ว่าไม่ได้จำกัดอายุ แต่เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์เลย

Oattsu: ใช่ เพราะว่าจริงๆที่เคยเจอมาก็มีน้องที่เป็นเด็กมากที่มาบอกว่า ตามไปทริปนึง เราก็เลย เออ น้องก็คือเด็กมากแต่ก็สามารถไปทริปนั้นได้ ก็คือมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือว่าอะไรเลย แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครชอบเหมือนกับเราแล้วอยากที่จะไปตามมากกว่าอะไรแบบนี้ครับ

T: ก็ค่อนข้างชัดเจนเลย แล้วมีการ Control หรือว่า Evaluate ตัวคอนเทนต์ยังไงบ้าง ให้อยู่ในแพลน อยู่ใน Positioning ที่ตัวเองวางไว้ นอกเหนือจากความชอบและสไตล์ของเรา มีในแง่มุมอื่นๆบ้างไหมครับ

Oat: จริงๆแล้วเราไม่ได้วางแผนขนาดนั้น มันก็ดำเนินไปตามธรรมชาติตามโอกาสที่มันเกิดขึ้น เรื่องนี้เราอาจจะต้องอธิบายว่าทุกอย่างมันก็คือตัวตนอะไรแบบนี้ครับ คือบางทีตัวตนเราอาจจะชัดขึ้นโตขึ้น คอนเทนต์เราก็จะไปในแนวทางนั้น แต่ว่าเราไม่ได้แบบวางแผนว่ามันจะต้องเป็นยังไง ก็คือถ่ายทอดทุกอย่างตามความชอบ แล้วก็การใช้ชีวิตในปัจจุบันเลย


T: แล้วมีมุมมองยังไงเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid19 ในปัจจุบันในฐานะ Travel Influencer บ้างครับ

Oattsu: ช่วงนี้ก็อาจจะไปเที่ยวยากขึ้น แต่โอ๊ตก็รู้สึกว่ามันอาจจะเป็นช่วงที่ทุกคน อาจจะรู้จักตัวเองมาก แล้วก็คุยกับตัวเองได้มากว่าจริงๆแล้วชอบอะไร แล้วพอสมมติเราเปิดประเทศท่องเที่ยวได้สมบูรณ์แบบแล้ว ทุกคนก็อาจจะสามารถที่จะ Create Content ได้มีความยูนีคในแบบของตัวเองได้มากขึ้น T: ก็มองในแง่ดีว่าตอนนี้จะเป็นช่วงที่ทุกคนจะหาตัวตนของตัวเองใช่ไหมครับ

Oat/Oattsu: ใช่ครับ

Oattsu: เหมือนทุกคนก็อาจจะอยู่บ้านได้มีเวลาคุยกับตัวเอง ได้หา Inspiration ใหม่ๆ เพราะว่าบางทีถ้าสมมติว่าเราไปเที่ยวบ่อยๆเยอะๆมาก บางเราก็อาจจะอยู่กับสิ่งที่ตัวเองอยู่ตรงหน้าแต่ว่าไม่ได้รู้ว่าตัวเองจริงๆแล้วชอบอะไร อาจจะเหมือนไปตรงนี้ก็ชอบแบบนี้ แต่ว่าบางทีอาจจะลืมไปว่าจริงๆแล้วสิ่งที่ตัวเองชอบคืออะไร ช่วงนี้ก็อาจจะเป็นช่วงนี้คนได้ลองคิดทบทวนกับตัวเองให้รู้ว่าตัวเองจริงๆชอบอะไร

Oat: สำหรับโอ๊ต โอ๊ตมองว่ามันอาจจะเป็นโอกาสให้หลายๆคนได้ Explore ความสามารถอื่นๆ สมมติว่าบางคนอาจจะแบบชอบเที่ยวอย่างเดียว แต่พอมันเที่ยวไม่ได้ เขาก็อาจจะเจอกับความชอบหรือความถนัดอย่างอื่น ก็เลยมองว่ามันก็เป็นช่วงที่ค้นหาตัวเองแหละ แล้วก็อาจจะเป็นช่วงที่ลิสท์ไว้แล้วก็เปิดประเทศเมื่อไหร่ เดี๋ยวจะได้เที่ยวในสิ่งที่อยากเที่ยว

 

T: ตอนนี้ก็คงเน้นเป็น Lifestyle หรือเที่ยวในประเทศมากขึ้น

Oat: จริงๆเราพักผ่อนตัวเองจากการทำงาน โดยการที่เลือกที่จะไป ‘Staycation’ ที่โรงแรมในกรุงเทพเยอะขึ้น เพราะเราก็มองว่าหนึ่งมันก็เป็นการช่วย Business ในไทยด้วย สองคือราคาช่วงนี้มันก็มีโปรโมชั่นที่ดีมากๆ ก็คือได้คอนเทนต์ใหม่ๆแล้วก็ได้พักผ่อนตัวเองด้วย

T: ขอถามชื่อเพจหน่อย ‘OATS x SOMEWHERE’ Oats เติม s ก็คือมาจากทั้งสองท่านใช่ไหมครับ ก็คือคุณโอ๊ตและคุณโอ๊ตซึ แต่ว่าคำว่า ‘SOMEWHERE’ นี่เกิด Inspiration มาจากไหนครับ

Oattsu: เหมือนตอนสามปีกว่าที่แล้ว ที่เราเพิ่งเริมทำเพจเราก็เห็นว่าคำว่า ‘x’ จะชอบใช้ในลักษณะของการ Collaborate กันกับแบรนด์ต่างๆใช่ไหมครับ เราก็เลยรู้สึกว่า งั้นโอ๊ตสองคนไป Collaborate กับสถานที่ต่างๆ ประมาณนั้นมากกว่า

Oat: เวลาเราไปตามสถานที่ต่างๆมันก็จะเป็น ‘OATS x TAIWAN’ ‘OATS x SCANDINAVIA’ อะไรแบบนี้ครับ เราก็เลยรู้สึกว่าด้วยความที่ชื่อเหมือนกันเติม S แล้วก็ไป X ตามประเทศต่างๆเป็นชื่อห้อยต่อลงมา มันก็ดูน่าสนใจ น่ารักดี

T: จากที่ติดตามทั้งสองคนมานะครับ ก็พอได้เห็นแล้วว่าเคยไปประเทศญี่ปุ่นมา อยากรู้ว่าชอบอะไรบ้างที่ประเทศญี่ปุ่นในมุมมองของทั้งสองคน

Oattsu: โอ๊ตชอบที่ทุกอย่างเขาดูแข่งกันในแง่ของ Quality ของโปรดักของตัวเอง แบรนด์เสื้อผ้าเขาก็จะมีคัดติ้งที่ดี เนื้อผ้าที่ดี หรือร้านขนมก็แข่งกันทำให้ขนมตัวเองอร่อยแล้วก็มีความยูนีคในแบบของตัวเอง แม้แต่กระทั่งข้าวที่ดีหรือชาเขียวที่ดีจะต้องมาจากเมืองนู้นเมืองนี้ หาไม่ได้จากที่อื่นอะครับ ก็เลยรู้สึกว่าเหมือนญี่ปุ่นจะทำให้โปรดักของตัวเองเนี่ย มีความยูนีคแล้วก็มีคุณภาพมากๆ

Oat: จริงๆญี่ปุ่นเป็นอะไรที่ชอบมาก แล้วก็อยากกลับไปเป็นประเทศแรกๆหลังจากโควิดเลยครับ คือชอบทุกอย่างเลยวัฒนธรรมผู้คนด้วยนิสัยของการใส่ใจทุกอย่างของเขา ก็เลยชอบ แล้วก็เป็นประเทศที่เราชอบอาหารของเขาบ้าง คือว่าเวลาไปญี่ปุ่นเจอร้านข้างทางก็รู้สึกว่าทานได้หมด เพราะรู้สึกว่ายังไงก็อร่อย เป็นอาหารที่เข้าถึงทุกคนได้ง่ายแล้วก็เป็นประเทศที่ไปแล้วช็อปปิ้งเสื้อผ้าเยอะที่สุด ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะไซส์ที่เหมาะกับคนเอเชียด้วย หรือพวกดีเทลต่างๆหรือ Selection ที่ญี่ปุ่นมันดีกว่าที่อื่นด้วยครับ

T: แล้วถ้าเป็นสไตล์ของแฟชั่น เราจะนิยามตัวเองว่าเราแต่งตัวสไตล์ไหน

Oat: เราจะเป็นคนที่เสื้อผ้าเราจะเป็น silhouette ที่มันเรียบๆง่ายๆแต่ว่าเน้นไปที่ดีเทลหรือสี คือทรงเดิมๆแต่ว่าอาจจะเป็นสีที่ดูสดขึ้น อย่างที่ใส่อยู่ก็คือเป็นแดงเข้มขึ้นมา หรือเป็นสีเขียวป๊อปขึ้นมาอะไรแบบนี้ครับ แต่ส่วยใหญ่จะเป็นแบบเรียบๆ

Oatsu: ของผมน่าจะเป็นทรงที่มัน Oversize หน่อยครับ ทั้งเสื้อแล้วก็ทั้งกางเกง อย่างกางเกงก็จะชอบใส่ขากระบอกที่มันใหญ่หน่อย กับ Sneaker แล้วก็เสื้อเชิ้ตที่เป็นทรง Oversize หน่อยทั้งแขนสั้นแขนยาวเลยครับ ส่วนสีก็ตามที่เราชอบแล้วมันแมทช์กันครับ

T: แล้วถ้าให้เลือก 1 ไอเท็มที่ต้องมีติดตู้เลย จะเป็นอะไรครับ

Oattsu: ของโอ๊ตน่าจะเป็นเสื้อเชิ้ต เพราะว่าใส่ทุกวัน (หัวเราะ) เสื้อเชิ้ตแบบ Oversize ครับมันก็จะสบายด้วยแล้วก็ทำงานคล่องตัวด้วยครับ เพราะว่าเวลาโอ๊ตถ่ายรูปบางทีอาจจะต้องวิ่ง หรือว่าต้องนั่ง หมอบ ยืน เขย่งอะไรแบบนี้อะครับ หรือแม้แต่กระทั่งอยู่ที่คาเฟ่ของตัวเอง เวลทำงานมันง่ายๆแล้วก็สะดวกด้วย

Oat: สำหรับผม ชิ้นที่ควรจะมีแล้วก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดก็คือ จะชอบเป็น Overshirt หรือว่า Blazer แบบที่โอ๊ตซึใส่เลยเพราะว่าเมื่อก่อนทำงานออฟฟิสแล้วเราก็จะใส่กางเกงง่ายๆหรือเสื้อยืดคอกลม แต่ว่ามีประชุมเราแค่หยิบOvershirtแบบสีกรมก็ได้ มาใส่มันก็ดูเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราจะใส่กับกางเกงขาสั้นก็ได้ ซึ่งมันก็ทำให้ดูเข้าที่เข้าทางขึ้นเยอะ

T: แล้วคิดเห็นยังไงกับแฟชั่นผู้ชายในเมืองไทยในปัจจุบัน

Oattsu: โอ๊ตขอวัดจากกลุ่มเพื่อนที่รู้จักแล้วกันนะครับ โอ๊ตรู้สึกว่าคนเดี๋ยวนี้เลือกเยอะมากขึ้น ถ้าจะเป็นเรียบๆก็อาจจะดูที่คัตติ้งที่ดีมากขึ้น หรือว่ามองหาแบรนด์ใหม่ๆที่น่าสนใจแล้วก็มี Quality เหมือนกำลังสรรหาสิ่งใหม่ๆแล้วก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

Oat: คือถ้าให้พูดถึงปัจจุบันนี้ เราก็รู้สึกว่าคนแต่งตัวดีขึ้น เก่งขึ้น มีการมิกซ์แอนด์แมทช์ที่ดีขึ้น ในทุกๆเรื่อง ซึ่งบางทีเราก็อาจจะดูคนอื่นเขาด้วยซ้ำว่าแต่งตัวกันยังไง Oatsu: ใช่ เหมือนเพื่อนใช้อะไรใน Social Media เราก็จะมีถามว่าอันนี้คืออะไร หรือว่าแม้แต่กระทั่งบางทีเราโพสลงก็มีเพื่อนถาม เหมือนเราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเนอะ

T: แล้วในฐานะ Travel Influencer คิดว่าการแต่งตัวจำเป็นมากแค่ไหนครับ Oattsu: การแต่งการของเรามันก็คือจะ Express ความเป็นเราออกมาได้ดีที่สุดอะครับ แล้วพอมันไปประกอบกับสถานที่ที่เราเลือก มันกลายเป็นว่าพอความเป็นตัวเราไปอยู่่ในสิ่งที่เราชอบ พอเราถ่ายรูปออกมาหรือนำเสนอออกไปมันอาจจะทำให้คนเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนแบบไหน ชอบอะไร หรือมีไลฟ์สไตล์แบบไหน พอคนที่เค้ามีไลฟ์สไตล์แบบเดียวกันหรือความชอบแบบเดียวกันมาดูเค้าก็จะเข้าใจแล้วเค้าก็จะอินไปมากขึ้นอะครับOat: สำหรับเรา จริงๆเหมือนโอ๊ตซึเลย มันเป็นตัวที่ทำให้คนรู้จักเราได้ดียิ่งขึ้นผ่านการแต่งตัว ว่าไลฟ์สไตล์เป็นยังไง คาแรคเตอร์เป็นแบบไหน แล้วก็สำหรับเราการแต่งตัวที่เหมาะสมกับโอกาสและสถานที่ที่ไปก็จะช่วยให้ภาพมันออกมาดียิ่งขึ้น หรือว่าการเลือกสีที่มันช่วยส่งเวลาที่เราไปอยู่ในภาพให้เข้ากันมากยิ่งขึ้น Oatsu: อันนี้คือในแง่ของการถ่ายภาพนะครับ

Oat: ในแง่ของการถ่ายภาพ เพราะว่าบางทีเราก็อยากให้คนดูภาพเราแล้วรู้สึกว่ามัน Smooth ไปทั้งหมด เข้ากันไปทั้งหมดอะไรแบบนี้ครับ

T: ช่วยพูดถึงชุดที่แมทช์มาในวันนี้ที่คุณโอ๊ตทั้งสองเลือกไอเท็มมาจาก ทาเคโอะ คิคูชิ หน่อยครับ

Oattsu: ของโอ๊ตนะครับ เป็นเสื้อ Overshirt สีน้ำตาลใส่กับกางเกงสี Olive นะครับ โอ๊ตชอบคู่สีนี้มากๆเพราะมันก็เป็นสีน้ำตาอ่อนกับเขียวอ่อน แล้วก็ลักษณะของ Overshirt โอ๊ตก็ใส่เสื้อ Polo ข้างในทำให้ดูเหมือนสบายๆแต่ก็สามารถดูเป็นทางการได้ครับ

Oat: วันนี้เราจะออกเป็นแบบสีแดงออกน้ำตาลนิดนึง เพราะว่าแอบเดาก่อนว่าจะได้มาถ่ายที่ห้องนี้ (ยิ้ม) ก็เลยรู้ว่ามันน่าจะ Pop ออกมาจากห้อง แล้วก็ที่เลือกชุดนี้ครับ จริงๆถ้าสมมติว่าเราถอด Blazer ออกมันก็ดูสบายๆได้ พอใส่ก็ดูเป็นทางการแต่ก็ไม่ได้ดูเป็นทางการมากจนเกินไป จริงๆชีวิตประจำวันก็ประมาณนี้เลย จริงๆเราสองคน ความตลกก็คือว่า เราจะไม่ได้นัดกันแต่งตัวแต่สิ่งที่เรามีมันดันใกล้กันพอดี แล้วพออยู่ด้วยกันมันก็เข้ากันพอดีในหลายๆครั้ง

T: เมื่อกี้พูดถึงเรื่องสี เรื่ององค์ประกอบของภาพเนอะ คือทางเพจมีเอกลักษณ์มากๆในการถ่ายรูป ในการจัดวาง Layout มีเทคนิคหรือเคล็ดลับอะไรบ้าง

Oat: ส่วนใหญ่ในเพจโอ๊ตซึเค้าจะเป็นคนถ่ายเป็นหลักอยู่แล้ว ที่เราแอบดูอะครับ คือเค้่าจะเป็นคนชอบอะไรที่เป็น Grid แบบ Archtecture ที่เส้นมันคมๆ เวลาถ่ายเค้าจะมีเทคนิคแบบเส้นนำสายตาอะไรแบบนี้

Oattsu: เอ่อก็นิดนึงครับ ( หัวเราะ ) เหมือนประมาณว่าเราจะหาจุดโฟกัสที่เป็นจุดเด่นของภาพหนึ่งจุดแล้วหลังจากนั้นเราก็อาจจะมีการทิ้ง Space บ้าง คือมันไม่จำเป็นว่าสิ่งที่เราอยาก Focus มันจะต้องอยู่กลางภาพครับ บางทีพอมันมี Space มันก็อาจจะทำให้สิ่งที่อยู่ห่างออกมาจาก Space นั้นมันเด่นได้ประมาณนี้ครับ

T: ขอพูดถึงในฐานะผู้ประกอบการบ้าง Dropbydough มีแผนที่จะขยายธุรกิจไปทางไหนบ้างไหมครับ

Oat: การดำเนินไปของ Dropbydough ทั้งหมดทั้งมวลเราไม่ได้อยากให้มองว่าเราขยายสาขาไปกี่สาขา แต่ว่าอยากให้มองว่าเราตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพของโดนัทให้มันมีคุณภาพที่ตามมาตราฐานแล้วก็มีรสชาติใหม่ๆที่น่าสนใจแล้วก็สนุกขึ้นครับ รวมถึงมี Product ใหม่ๆที่เกียวกับโดนัทมากยิ่งขึ้นครับ

Oattsu: สำหรับเรา เรารู้สึกว่าพอเรายิ่งทำร้านแรกมันก็สนุก ได้คิดรสชาติใหม่ๆ ได้ร่วมโปรเจคกับคนใหม่ๆ มันก็เลยทำให้เกิดสาขาสองขึ้นมา เหมือนเราก็ได้คิดว่าสาขาสองจะเป็นยังไง ตรงนี้มันก็สรุปมากขึ้น พอเหมือนต่อไปเรากำลังจะมีสาขาที่สามที่เอ็มควอเทียร์นะครับ มันก็เป็นโปรเจคใหญ่ของเรามากๆมันก็ยิ่งทำให้เราคิดถึงสิ่งใหม่ๆที่จะอยู่ในร้านมากขึ้น เพราะว่ามันก็มีรู้จักมาประมาณนึงแล้ว แล้วเค้าก็อาจจะกำลังจับตาดูอยู่ มันก็เลยทำให้เราตื่นเต้นแล้วก็สนุกที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา

Oat: ซึ่งแต่ละที่ เราตั้งใจจะใส่ความแตกต่างในแต่ละที่อยู่แล้วครับ ก็จะมีเมนูใหม่ๆที่ต่างกันในแต่ละสาขา มีฟิลลิ่งใหม่ๆที่ลูกค้าไปแล้วจะเจอ ก็เราอยากจะให้ลูกค้าตื่นเต้นทุกครั้งที่ไปที่ร้านเราเสมอ T: แอบบอกได้ไหมครับว่าที่เอ็มควอเทียร์จะเป็นประมาณไหน

Oat: คือจริงๆ Space ก็จะกว้างขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น แล้วก็จะมีเมนูใหม่ๆที่ Based มาจากโดนัทที่เราถนัดอยู่แล้วก็อยากให้รอติดตาม

T: แล้วในระยะยาวล่ะครับ มีแผนจะขยายสาขาไปเรื่อยๆไหม หรือมีแพลนที่จะลองเบี่ยงไปทำ Business อื่นบ้างไหม

Oattsu: โอ๊ตว่าอันนี้เราก็ต้องดูถึงกระแสตอบรับ แล้วก็โอกาส ความมั่นคงของแบรนด์ด้วยนะครับ ถ้าจะให้โอ๊ตมองระยะยาว อาจจะมีสาขาเพิ่มแต่ว่าอาจจะไม่ได้บอกได้ว่าภายในปีนี้หรือปีหน้า เราคงต้องดูอะไรหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน เพราะว่าไม่อยากให้ส่งผลต่อ Quality หรือสิ่งต่างๆที่เราทำมาครับ

Oat: คือเหมือนทุกการตัดสินใจในการเดินไปของ Drop by dough ไม่ว่าจะมีสาขาใหม่หรือมีโปรโมชั่น เราคิดกันหนักมากๆ แล้วก็เราก็อยากให้ทุกการตัดสินใจในการเติบโตของเราอะครับ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้่วก็มีผลกระทบกับแบรนด์น้อยที่สุดครับ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพของโดนัท เราอยากให้เมื่อลูกค้าทานโดนัทที่สาขาไหนก็อร่อยเหมือนกันทั้งหมด ดังนั้นเราก็เลยต้องคิดเยอะนิดนึงแหละว่าเราจะส่งถึงมือลูกค้ายังไง เพราะว่าโดนัทมันเป็นขนมทอดอะครับ ที่ถ้าสมมติว่าวันนั้นอะ เราขายไม่หมดหรือว่าลูกค้าซื้อไปแล้วทานไม่หมดต่อวัน เราก็ขายต่อไม่ได้แล้ว รสชาติมันก็เปลี่ยนไปคุณภาพมันก็เปลี่ยนไป ดังนั้นทุกการตัดสินใจและการขยายเราก็ต้องคิดกันดี

Oat: ตอนที่เราจะขยายที่อารีย์อะครับ เราก็ต้องทำการบ้านกันหนักมาก เพราะว่าเราต้องเช็คพนักงานด้วยว่า กำลังการผลิตพอไหม มีกำลังการขนส่งที่ดีที่จะเสิรฟ์ Quality เหมือนอย่างทางที่ร้านอุดมสุขได้ไหมอะไรแบบนี้อะครับ การที่เราจะขยายสาขานึงเราต้องเตรียมการแล้วก็เช็คกำลังของตัวเองด้วย

T: แอบรู้มาว่าจะมีโรงแรมด้วย

Oat: ใช่ครับ จริงๆมันมาตั้งแต่ต้นเลย โรงแรมอะครับมันจะอยู่ที่ สุขุมวิท 101/2 เราตั้งใจสร้างให้มันเป็น ‘โรงแรม’ ไม่ใช่ Hostel ก็คือว่ามันเกิดมาจากการที่เราไปสแกนดีเนเวียนี่แหละ แล้วก็ได้ไปพักหลายๆโรงแรม ก็จะมีทั้งแบบโรงแรมจริงจังหรือโรงแรมที่อยู่ตามตึกแถวอะครับ แต่ว่าพอเราเข้าไปอะ เราก็รู้สึกเหมือนอยู่โลกใหม่ มันไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ในตึกแถวใดๆเลย ซึ่งเราก็ว้าวมาก แล้วก็อยากจะมาทำของตัวเองแหละ จริงๆเตรียมการกันแล้วก็ดีไซน์กันเสร็จแล้วแหละ แต่ก็ติดที่ Covid ที่แหละครับ เราก็เลย Pause ไว้ก่อน แล้วถ้าสถานการณ์ดีขึ้นเราก็จะกลับมาอีกที

T: ถ้าเกิดการสัมภาษณ์ครั้งนี้มียอดวิวเยอะ ทาเคโอะ คิคูชิ อยากจะชวนทั้งสองท่านไปทำ Content ด้วยกันที่ญี่ปุ่น

Oattsu: ว้าว
Oat: ได้เลยครับ ยินดีครับ
Oattsu: (หัวเราะ) อยากไป

T: คุณผู้ฟังจะต้องช่วยแชร์ด้วยนะครับ จะได้ไปญี่ปุ่นด้วยกัน ก็จะได้เห็น ทาเคโอะ คิคูชิและ Oats x SOMEWHERE ที่ญี่ปุ่นนะครับ

T: สำหรับวันนี้เราก็ได้เจาะลึกกันพอสมควรนะครับ หวังว่าทุกท่านคงจะได้ไอเดียดีๆ แล้วก็ Inspiration ไปต่อยอด สำหรับใครที่อยากจะเป็น Travel Influencer นะครับ ก็ได้รู้เคล็ดลับนี้ไปแล้วนะครับ ก็เชื่อว่าทั้งสองท่านนะครับ ก็เป็นไอดอลของทุกๆคนที่อยากจะเป็น Travel Influencer ตามอย่างแน่นอน นะครับ ก็วันนี้ทางแบรนด์ TAKEO KIKUCHI ขอขอบคุณทั้งสองคนมากนะครับ

Oattsu: ขอบคุณครับ
Oat: ขอบคุณครับ

รับฟัง PODCAST TAKEO KIKUCHI ได้ที่ https://youtu.be/Jxj1tdAcMY8

【HIGHLIGHT】TAKEO KIKUCHI BRAND HISTORY

TAKEO KIKUCHI BRAND HISTORY
TAKEO KIKUCHI
TAKEO KIKUCHI แบรนด์แฟชั่นชายจากโตเกียวก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1984 โดย ‘TAKEO KIKCUHI’ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นตำหรับผู้บุกเบิกแฟชั่นชายและการผสมผสานการแต่งตัวโดยชุดสูทและสตรีทแฟชั่นเข้าด้วยกัน ของประเทศญี่ปุ่นโด่งดังในเรื่องของคุณภาพสินค้าตามแบบฉบับ ‘จิตวิญญาณแห่งการสร้างสิ่งของ’ ของชาวญี่ปุ่น ทำให้ TAKEO KIKUCHI เป็นที่รู้จักและหลงใหลแก่ชาวญี่ปุ่นว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องได้ตัดสูทกับ TAKEO KIKUCHI ให้ได้ โดยปัจจุบันนอกจากที่ประเทศญี่ปุ่นทั่วประเทศแล้ว TAKEO KIKUCHI ยังมีสาขาที่ต่างประเทศ เช่นประเทศไต้หวันและที่ไทยอีกด้วย
TAKEO KIKUCHI
TAKEO KIKUCHI
TAKEO KIKUCHI
TAKEO KIKUCHI แบรนด์แฟชั่นชายจากโตเกียวก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1984 โดย ‘TAKEO KIKCUHI’ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นตำหรับผู้บุกเบิกแฟชั่นชายและการผสมผสานการแต่งตัวโดยชุดสูทและสตรีทแฟชั่นเข้าด้วยกัน ของประเทศญี่ปุ่นโด่งดังในเรื่องของคุณภาพสินค้าตามแบบฉบับ ‘จิตวิญญาณแห่งการสร้างสิ่งของ’ ของชาวญี่ปุ่น ทำให้ TAKEO KIKUCHI เป็นที่รู้จักและหลงใหลแก่ชาวญี่ปุ่นว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องได้ตัดสูทกับ TAKEO KIKUCHI ให้ได้ โดยปัจจุบันนอกจากที่ประเทศญี่ปุ่นทั่วประเทศแล้ว TAKEO KIKUCHI ยังมีสาขาที่ต่างประเทศ เช่นประเทศไต้หวันและที่ไทยอีกด้วย
takeo kikuchi store

ร้าน TAKEO KIKUCHI TOKYO FLAGSHIP STORE SHIBUYA MEIJI DORI ที่สร้างขึ้นในปี 2012 เป็นร้านที่รวบรวมความเป็น TAKEO KIKUCHI ไว้มากที่สุด มีทั้งหมดสามชั้นตั้งอยู่ที่ถนน Shibuya, Meiji Dori ซึ่งเป็นถนนที่อยู่ระหว่างทางที่เดิน จาก Shibuya ไป Harajiku และ Omotesando และรายล้อมไปด้วย ร้านค้าแบรนด์ดังจากทั้งในประเทศญี่ปุ่นจนถึงแบรนด์ดังระดับโลก ออกแบบโดยหนึ่งในนักออกแบบร้านค้าเบอร์ต้นของประเทศญี่ปุ่น Jo Nagasaka ที่ให้กลิ่นอายของ Industrial ที่ขัดเกลาออกมาให้ดูสะอาดสะอ้านให้อารมณ์ของท่าน สุภาพบุรุษที่รักสนุกอย่างชัดเจน

takeo kikuchi
takeo kikuchi store
takeo kikuchi

ร้าน TAKEO KIKUCHI TOKYO FLAGSHIP STORE SHIBUYA MEIJI DORI ที่สร้างขึ้นในปี 2012 เป็นร้านที่รวบรวมความเป็น TAKEO KIKUCHI ไว้มากที่สุด มีทั้งหมดสามชั้นตั้งอยู่ที่ถนน Shibuya, Meiji Dori ซึ่งเป็นถนนที่อยู่ระหว่างทางที่เดิน จาก Shibuya ไป Harajiku และ Omotesando และรายล้อมไปด้วย ร้านค้าแบรนด์ดังจากทั้งในประเทศญี่ปุ่นจนถึงแบรนด์ดังระดับโลก ออกแบบโดยหนึ่งในนักออกแบบร้านค้าเบอร์ต้นของประเทศญี่ปุ่น Jo Nagasaka ที่ให้กลิ่นอายของ Industrial ที่ขัดเกลาออกมาให้ดูสะอาดสะอ้านให้อารมณ์ของท่าน สุภาพบุรุษที่รักสนุกอย่างชัดเจน

takeo kikuchi store

แสดงความตั้งใจของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์อย่างคุณ Takeo Kikuchi ที่มีความต้องการจะให้ประสบการณ์ One by One Hospitality แก่ลูกค้า โดยชั้นหนึ่งคือชั้นที่รวบรวมสินค้าหลากหลายตั้งแต่เสื้อผ้าลำลองไปจนถึงกระเป๋าต่างๆ อีกทั้งยังมีสินค้ารุ่นพิเศษต่างๆที่น่าสนใจและหายากไว้อีกด้วย

takeo kikuchi store
takeo kikuchi store
takeo kikuchi store

แสดงความตั้งใจของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์อย่างคุณ Takeo Kikuchi ที่มีความต้องการจะให้ประสบการณ์ One by One Hospitality แก่ลูกค้า โดยชั้นหนึ่งคือชั้นที่รวบรวมสินค้าหลากหลายตั้งแต่เสื้อผ้าลำลองไปจนถึงกระเป๋าต่างๆ อีกทั้งยังมีสินค้ารุ่นพิเศษต่างๆที่น่าสนใจและหายากไว้อีกด้วย

ส่วนในของชั้นสองคือชั้นที่สามารถสั่งตัดสูทได้ นอกจากจะมีเนื้อผ้าหลากหลายราคาแล้วยังมีช่างวัดตัวที่เรียกว่า ‘Dress Maker’ มาช่วยดูแลทุกอย่างต้ังแต่เนื้อผ้า รูปแบบ ทรงสูท การสไตล์ลิ่ง และแนะนำเทรนด์ในปัจจุบัน สูทที่สั่งตัดนอกจากคุณภาพจะดีมากแล้ว เวลาที่สวมใส่สามารถมั่นใจได้เลยว่าออกมาเท่และไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน อีกทั้งในชั้นนี้ยังเป็น Atelier ของสำหรับทำ Design Work ของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ TAKEO KIKUCHI อีกด้วย

takeo kikuchi store
takeo kikuchi store

ส่วนในของชั้นสองคือชั้นที่สามารถสั่งตัดสูทได้ นอกจากจะมีเนื้อผ้าหลากหลายราคาแล้วยังมีช่างวัดตัวที่เรียกว่า ‘Dress Maker’ มาช่วยดูแลทุกอย่างต้ังแต่เนื้อผ้า รูปแบบ ทรงสูท การสไตล์ลิ่ง และแนะนำเทรนด์ในปัจจุบัน สูทที่สั่งตัดนอกจากคุณภาพจะดีมากแล้ว เวลาที่สวมใส่สามารถมั่นใจได้เลยว่าออกมาเท่และไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน อีกทั้งในชั้นนี้ยังเป็น Atelier ของสำหรับทำ Design Work ของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ TAKEO KIKUCHI อีกด้วย

takeo kikuchi store central world

ร้าน Takeo Kikuchi Bangkok Flagship store Central World เปิดร้านในปี 2017 ซึ่งเป็นร้าน Flagship store ร้านแรกในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ รวบรวมสินค้าหลากหลายชนิดตั้งแต่เสื้อผ้าจนไปถึงเครื่องหนังต่างๆ ซึ่งสินค้า Limited ที่หายากจากประเทศญี่ปุ่นก็มีวางขายอยู่ที่นี่ด้วย ทางด้านการออกแบบร้านนั้นเป็น Concept เดียวกับ Flagship Store Shibuya ทำให้ร้านดูสนุกและน่าค้นหา

takeo kikuchi store central world
takeo kikuchi store central world
takeo kikuchi store central world

ร้าน Takeo Kikuchi Bangkok Flagship store Central World เปิดร้านในปี 2017 ซึ่งเป็นร้าน Flagship store ร้านแรกในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ รวบรวมสินค้าหลากหลายชนิดตั้งแต่เสื้อผ้าจนไปถึงเครื่องหนังต่างๆ ซึ่งสินค้า Limited ที่หายากจากประเทศญี่ปุ่นก็มีวางขายอยู่ที่นี่ด้วย ทางด้านการออกแบบร้านนั้นเป็น Concept เดียวกับ Flagship Store Shibuya ทำให้ร้านดูสนุกและน่าค้นหา

coffee-talk-banner edited

『 COFFEE TALK 』

coffeetalk

เทรนด์การดื่มกาแฟยังคงฮิตอย่างต่อเนื่อง ท่านสุภาพบุรุษคงสังเกตได้จากร้านกาแฟที่เปิดสาขามากขึ้นเรื่อยๆแทบทุกแอเรียโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพ และกระแส Hashtag อย่าง #Cafehopping ก็กลายเป็นที่นิยม ติดเทรนด์ในโซเชียลมีเดียอีกด้วย เรียกได้ว่าการดื่มกาแฟกับเทรนด์การแต่งตัว ก็กลายมาเป็นแฟชั่นคู่กันไปซะแล้ว Coffee talk วันนี้เราจะพาท่านสุภาพบุรุษมาทำความรู้จักกับประวัติของกาแฟในเมนูต่างๆและสไตล์การแต่งตัวของผู้ชายที่ดื่มกาแฟในแต่ละรสชาติว่าจะมีสไตล์และคาแรกเตอร์แตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ในการดื่มกาแฟอย่างไรก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับกาแฟต้นตำรับที่เป็นจุดกำเนิดของเมนูกาแฟต่าง ๆ ให้เราได้เลือกดื่มในปัจจุบันกันครับ

กาแฟเอสเปรสโซ่ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอิตาลีราวๆ ศตวรรษที่ 20 ช่วงเวลาดังกล่าวกาแฟกลายเป็นหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตของคนอิตาลี คนที่นำเอากาแฟเอสเปรสโซ่เข้ามายังประเทศอิตาลีเป็นชาวแอฟริกันมุสลิม แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนคิดค้นกาแฟเอสเปรสโซ่ขึ้นมาจริงจังเป็นเจ้าของโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองมิลานนามว่า ลุยจิ เบเซร่า ชาวอิตาเลียน เรื่องราวนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1903 ลุยจิเองรู้สึกว่าทุกเช้าเมื่อเขาตื่นขึ้นมาเขารู้สึกได้ถึงความเสียเวลาในการชงกาแฟอย่างมาก นั่นจึงทำให้เขามีไอเดียในการคิดค้นเครื่องมือบางอย่างสำหรับเป็นตัวช่วยในเรื่องการชงกาแฟให้มีความรวดเร็วมากขึ้น ลุยจิได้เรียกเครื่องดังกล่าวนี้ว่า Fast Coffee Machine หรือในภาษาอิตาเลียนคือ espress ความหมายตรงตัวของภาษาเมื่อแปลเป็นไทยคือ รวดเร็ว เร่งด่วน นั่นจึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของกาแฟที่คนทั่วโลกรู้จักในเวลาต่อมาว่า กาแฟเอสเปรสโซ่ กาแฟ Espresso เสริฟในแก้วช็อตเล็ก ๆ มีครีมสีน้ำตาลทอง Crema ลอยอยู่ ด้านบนกาแฟดำแบบ Espresso พร้อม Crema ค่อยๆไหลลงมาจากเครื่องชงกาแฟ

จากที่ทำความรู้จักประวัติเอสเปรสโซ่กันไปแล้ว มาดูไลฟ์สไตล์ของท่านสุภาพบุรุษที่ดื่มเอสเปรสโซ่กันครับ Strong, Fast and Smart สามคีย์เวิร์ดหลักที่จะใช้อธิบายไลฟ์สไตล์ของท่านสุภาพบุรุษท่านนี้ ผู้ชายที่มีความแข็งแรง ฉลาดในการทำงาน และมีชีวิตเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ในเวลาเช้าๆเพียงได้ดื่ม เอสเปรสโซ่สัก 1 ช็อต ก็พร้อมเริ่มวันใหม่ได้อย่างสดใส ‘But First Coffee’ แน่นอนครับว่าต้องเป็นท่านสุภาพบุรุษที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบและงานเยอะอย่างนักธุรกิจ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในตู้เสื้อผ้าคงเป็น Suit set เข้าชุด ไม่ว่าจะเป็นสีเรียบๆอย่างสีดำ สีน้ำเงินกรมท่าหรือสูทแฟชั่นอย่างสีเบจ ก็ดูเท่ไม่เบา แต่ละลุคท่านสุภาพบุรุษสามารถแมทซ์ให้แตกต่างกันได้ด้วยเสื้อด้านใน ถ้าใส่กับเสื้อยืดสีขาว หรือสีดำก็จะดู Casual แต่ยังคงความเป็นทางการและทันสมัยมากขึ้นครับ นิยมกันมากในสมัยนี้ โดยเฉพาะกับท่านสุภาพบุรุษสายครีเอทีฟ แต่ถ้าอยากเนี๊ยบเป๊ะ หนุ่มเอสเปรสโซ่ ก็จะหยิบเชิ๊ตรีดเรียบ สีตัดมาแมทช์กันกับสูทได้อย่างลงตัว ส่วนด้านรองเท้า และ Accessories อย่างกระเป๋า และกระเป๋าสตางค์นั้นแน่นอนว่าต้องปรับไปตามความรีบ หรือ ความเป็นทางการในการทำงานของวันนั้นๆอย่างแน่นอน มักนิยมใส่กับรองเท้าผ้าใบสีขาว หรือ รองเท้าหนังทรง ‘Derby’ ที่ให้ลุคที่ดูเนี๊ยบแต่ไม่เป็นทางการจนเกินไป และวันนี้ Takeo Kikuchi Coffee talk ขอแนะนำกระเป๋าBriefcase business bag ทั้งสีดำ สีน้ำเงินและสีเขียว ที่รับประกันความพรีเมี่ยมที่จะช่วยเสริมลุคให้ท่านสุภาพบุรุษเอสเปรสโซ่ ดูดี แตกต่างแบบไม่ซ้ำใคร

coffee-talk

แม้จุดเริ่มต้นของกาแฟหลายๆ ประเภทจะมาจากอิตาลีแต่ความแปลกคือกาแฟอเมริกาโน่มีจุดเริ่มต้นมาจากสหรัฐฯ จุดเริ่มต้นแท้จริงของกาแฟอเมริกาโน่มาจากชาวสหรัฐฯ ได้มีการทดลองดื่มกาแฟเอสเปรสโซ่ของอิตาลีแล้วปรากฏว่ารสชาติมันเข้มข้นเกินไป เพราะรสนิยมการดื่มกาแฟของชาวยุโปรกับอเมริกานั้นมีความต่างกันอยู่ ชาวยุโรปจะดื่มกาแฟเป็นมื้อๆแต่นิสัยการดื่มกาแฟของคนอเมริกันคือจะดื่มตลอดทั้งวัน ไม่ได้มีการเลือกเวลา จึงมีการเรียกกาแฟที่ผสมน้ำเพื่อให้เกิดความเจือจางของรสชาตินี้ว่า อเมริกาโน่ หมายถึง อเมริกัน หรือทำนองว่าเครื่องดื่มสำหรับคนอเมริกัน พื้นฐานรสชาติการดื่มกาแฟของคนอเมริกันจะเน้นเรื่องความอ่อนนุ่ม ละมุนลิ้น

Clean, Easy and Functional สามคีย์เวิร์ดหลัก ที่จะใช้อธิบายไลฟ์สไตล์ของท่านสุภาพบุรุษท่านนี้ ผู้ชายที่ต้องการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยฟังก์ชันของเสื้อผ้า สะอาด และดูแข็งแรงเหมือนผู้ชายที่ออกกำลังมีกล้ามนิดๆ ท่านสุภาพบุรุษที่ชอบทานกาแฟระหว่างวันแต่ไม่อยากให้ขมมากจึงเติมน้ำเข้าไปเป็นอมเริกาโน่ และยังแอบรักษาหุ่นจึงไม่ชอบที่จะดื่มเป็นกาแฟใส่นม ชอบการแต่งตัวที่เน้นความฟังก์ชันเป็นหลักอย่างOuter ที่มีกระเป๋าเยอะๆ หรือฮู้ดที่ดูสปอร์ต ผ้าที่สามารถฟังก์ที่สามารถกันเหงื่อได้ดีหรือกันหนาวก็ได้เช่นกัน เน้นการใช้งานและความคุ้มค่าเป็นหลัก Takeo Kikuchi Coffee talk มาแนะนำการแต่งตัวของท่านสุภาพบุรุษอย่างหนุ่มอเมริกาโน่ในการแมชชิ่งลุคไปทำงานแต่ยังClean, Easy และ Functional การใส่เสื้อที่สีดู casual แต่แมชด้วยกางเกงที่ทรงดูเป็นทางการใส่คู่กับรองเท้าผ้าใบสีขาวก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียในการแต่งตัวใส่ไปทำงานก็ได้ใส่ชิวๆในวันหยุดก็ยังดูดี และที่สำคัญ กระเป๋าทรง Tote ตอบโจทย์หนุ่มอเมริกาโน่เป็นอย่างมาก เพราะจุของได้เยอะ และ ยังมีฟังชันก์ที่ช่วยจัดระเบียบให้หาของง่ายขึ้น

coffee-talk-

ลาเต้ เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า นม ส่วนในประเทศอื่น จะหมายถึง กาแฟที่เตรียมด้วย นมร้อน โดยการเทเอสเปรสโซ 1/3 ส่วน และนมร้อนอีก 2/3 ส่วน ลงในถ้วยพร้อมๆ กัน และจะหยอด โฟมนมหนาประมาณ 1 ซม. ทับข้างบน ในประเทศอิตาลี กาแฟลาเต้นี้ รู้จักกันในชื่อของ“caffè e latte” ซึ่งหมายถึง กาแฟกับนม ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาฝรั่งเศส คำว่า “café au lait” กาแฟลาเต้เริ่มเป็นที่นิยมภายนอก ประเทศอิตาลีในช่วงต้น ทศวรรษที่ 1980 ในการชงกาแฟลาเต้นั้น บาริสต้า (หรือผู้ชงกาแฟ) จะใช้วิธีขยับข้อมือเล็กน้อยขณะที่รินนมและโฟม นมลงบนกาแฟทำให้เกิดลวดลายต่างๆ เรียกว่าลาเต้อาร์ต (latte art) หรือศิลปะฟองนมในถ้วยกาแฟ เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ลาเต้อาร์ตต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญอย่างมากสองส่วนที่เป็นพื้นฐานเลยก็คือเครื่องชงเอสเปรสโซ่ที่ดีและคุณภาพของฟองนมที่ตีจนแตกฟองสวย เนื้อละเอียด แล้วถึงจะตามมาด้วยฝีมือของบาริสต้าที่จะมาโชว์ลาเต้อาร์ตสวยๆเป็นลำดับถัดไป

Casual, Chill and Fun สามคีย์เวิร์ดหลักที่จะใช้อธิบายไลฟ์สไตล์ของท่านสุภาพบุรุษท่านนี้ ลาเต้เป็นกาแฟที่เป็นจุดกำเนิดของศิลป บนกาแฟ ไลฟ์สไตล์ของท่านสุภาพบุรุษที่ชอบดื่มลาเต้เรียกได้ว่าสายชิลสายอาร์ตอย่างแท้จริง ท่านสุภาพบุรุษสายชิลแต่มีความอาร์ท มีศิลปะในหัวใจ ส่วนใหญ่จะชอบตระเวนไปจิบกาแฟแบบ Café hopping style อยู่แล้ว แนวทางการแต่งตัว จึงชอบใส่เสื้อผ้าแนวโทนสี เอิร์ธโทนให้ดูสบายตา เช่นสี เบจ สีขาว แมชกับรองเท้าผ้าใบ หรือใส่เสื้อทรง Oversize แต่ยังคงคุมโทนสีเรียบแบบ Minimal (สีคล้ายๆลาเต้)Takeo Kikuchi Coffee talk มาแนะนำการแมชชิ่งลุคของท่านสุภาพบุรุษอย่างหนุ่มลาเต้ท่านนี้ ด้วยสินค้าขายดีของทางร้านคือเสื้อโปโล

Hotspot cafe for couple

『HOTSPOT CAFE FOR COUPLE』

ในยุคที่สถานที่ Hangout ที่สุดคูลที่สุดงหนีไม่พ้น คาเฟ่ดีๆสักร้าน ที่ไม่เพียงแค่มีอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสชาติอร่อย แต่ยังต้องมีหน้าตาที่ Instagramable แตกต่างและไม่เหมือนใคร อีกทั้งบรรยากาศในร้านก็จะต้องมีดีไซน์ที่เป็น Signature และมีมุมถ่ายรูปที่จะสามารถเป็นจุด Check-in ได้ด้วยครับCafe hotspot for couple วันนี้ เราจะมาแนะนำคาเฟ่ที่ฮอตที่สุดในช่วงนี้แถมยังมีสไตล์ที่ไม่เหมือนใครมาแนะนำ สำหรับท่านสุภาพบุรุษท่านไหนที่กำลังมองหาสถานที่ ที่จะพาคนพิเศษไป Hangout ในวันวาเลนไทน์นี้ครับ

TEYAKI
ร้านแรก Teyaki て や き คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่จัดร้านออกมาเป็นแนว MINIMALIST โทนสีขาวตัดกับสีน้ำตาลจากไม้ละมุน อบอุ่น ใครเห็นเป็น ต้องตกหลุมรักปักหมุดตามไปแน่นอน โดยเฉพาะ Couple ที่กำลังหาคาเฟ่เพื่อไป Hangout หรือคาเฟ่ใหม่ๆ ในวันชิวๆ Takeo Kikuchi ขอแนะนำที่ร้าน Teyaki ครับ “Teyaki แปลว่าการย่างด้วยมือ” คาเฟ่ญี่ปุ่นที่พิถีพิถันทุกเมนูเองกับมือ ไม่ว่าจะเป็นเมนูเครื่องดื่มอย่างกาแฟหรือจะ เป็นเมนู Signature อย่าง Momo-Ume Sodaที่มีรสชาติเปรี้ยวของบ๊วยดองหอมน้ำผึ้ง และเมนูของว่างที่หายากอย่าง เซมเบ้ ที่ได้ลิ้มลองแล้วทุกคนต้องติดใจอย่างแน่นอน ที่ขาดไม่ได้่คือครัวซองหลากรสชาติ ทางร้านทำเท็กเจอร์ของ ครัวซองออกมาได้พอดี มีรสชาติที่อร่อยไม่เหมือนใครและยังมีหน้าตาที่ Instagramable การันตีเลยว่าเช็คอินเมื่อไหร่ ต้องมีคนทักมาถามเพื่อตามไปอย่างแน่นอนครับ

การแต่งตัวสไตล์ที่เหมาะกับการใส่ไปร้าน Teyaki ก็คงต้องเห็นตรงกันว่าสไตล์ MINIMALIST เป็นสไตล์ที่เหมาะที่สุดสำหรับร้านนี้ โดยการแมทซ์เสื้อผ้าด้วยสีพื้นเป็นหลัก ให้ความรู้สึกสะอาด เรียบง่าย หรือจะเป็นการคุมโทนสีให้กับลุคของตัวเองแต่เปลี่ยนเป็นเล่นกับเท็กซ์เจอร์เนื้อผ้าของเสื้อและกางเกงให้แตกต่างกัน ใส่เป็นกางเกงผ้าคอตตอนเรียบสีพื้นคู่กับเสื้อที่มีเท็กซ์เจอร์ที่ดูมีเส้น Wrinkle เล็กๆ ช่วยเพิ่มลูกเล่นให้กับลุคที่ใส่ อย่างเสื้อเชิ้ตของ Takeo Kikuchi รุ่น Linin Mandarin Shirt เสื้อเชิ้ตคอจีน ทรงเบสิค แมทช์ลุคได้ง่าย แต่ก็ดูโดดเด่น แตกต่างและไม่เหมือนใคร ด้วย Texture ของผ้า ที่หาได้ยาก ผสมผ้าธรรมชาติและผ้าใยสังเคราะห์ได้อย่างลงตัวที่ไม่ว่าจะเป็นท่านสุภาพบุรุษหรือท่านสุภาพสตรีก็สามารถนำไปแมทช์ให้เข้า กับสไตล์ของตัวเองได้ และแน่นอนว่าในวันที่ต้องไป Cafe Hopping กระเป๋า Cross body เป็นอะไรที่เหมาะที่สุดเพราะนอกจากจะพกพาสะดวกมีน้ำหนักที่เบาและยังสามารถจุของได้เยอะ สามารถพกกล้อง Compact ไปถ่ายรูปได้สบายๆครับ

บรรยากาศของร้าน Teyaki คาเฟ่พระราม 3 เป็นร้านสีขาวเรียบง่าย ถูกใจชาว MINIMALISTหินสีขาวและไม้ ให้สไตล์การจัดสวนแบบญี่ปุ่นบริเวณหน้าร้านมีที่นั่งด้านนอกสองโต๊ะ เป็นโต๊ะไม้ที่ตัดกับฉากหลังสีขาวพร้อมป้ายร้าน Teyaki ภาษาญี่ปุ่น เป็นมุมที่ทุกคนที่ไปต้องได้รูปกลับมาแน่นอนครับ

มุมด้านในก็ไม่น้อยหน้า หน้าต่างและการจัดวางเลย์เอ้าของโต๊ะกาแฟ ถูกออกแบบมาให้ลับกับแสงแดด ด้านนอกอย่างลงตัว ซึ่งสามารถเลื่อนบานหน้าต่างได้ ปรับแสงได้ตามต้องการ และยังคงคอนเสปต์กับหินสีขาว ให้บรรยากาศที่อบอุ่น นั่งดื่มกาแฟแบบฟีลกู๊ดมากๆครับ

เมนูแนะนำจาก ทาเคโอะ คิคูชิ คงจะต้องให้เมนูครัวซองรสสาหร่ายชีส ครัวซองกรอบที่ราดด้วยซอสสูตรออริจินัล ท็อปด้วยชีสนุ่ม เพิ่มความกลมกล่อมด้วยสาหร่ายเป็นเมนูที่ไม่สั่งไม่ได้เลยครับ เหมาะกับรรยากาศร้านที่ให้ความเป็นญี่ปุ่นสุดๆ ทานคู่กับกาแฟก็เข้ากันได้อย่างลงตัว พลาดไม่ได้เลยครับ

Teyaki
Location: พระรามสามซอย 19
Open times: 09:00-18:00 น.(หยุดวันจันทร์)
Contact: 0824292919
มีที่จอดรถหน้าร้านแต่ไม่เยอะครับ
พิกัด: https://goo.gl/maps/ET7ykU8iMAvFMsRa6

Teyaki
Location: พระรามสามซอย 19
Open times: 09:00-18:00 น.(หยุดวันจันทร์)
Contact: 0824292919
มีที่จอดรถหน้าร้านแต่ไม่เยอะครับ
พิกัด: https://goo.gl/maps/ET7ykU8iMAvFMsRa6

DROP BY DOUGH

อีกร้านที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับคู่รักสาย Cafe Hopping กับ Drop by Dough ร้านโดนัทมีไส้สไตล์สแกนดิเนเวียที่เราอยากให้ทุกคนได้มาลิ้มลอง ร้านโดนัทที่ตกแต่งสไตล์สแกนดิเนเวียที่ทุกท่านไม่ควรพลาด สำหรับ Takeo Kikuchi Café hotspot for couple ขอแนะนำ นอกจากกาแฟที่ร้านต้องอร่อยแล้ว สิ่งที่ได้ลิ้มรสคู่กันไปกับกาแฟคงไม่มีอะไรที่เข้ากันไปมากกว่าโดนัท ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ จุดเด่นของโดนัทที่นี่เป็นโดนัทที่มีทั้งมีรูและมีไส้ ผสมลักษณะของโดนัททั้งสองแบบเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความฟินของไส้ด้านในโดนัทที่ลงตัวแบบพอดีกับเท็กซ์เจอร์นุ่มๆ ของแป้งโด ซึ่งเบื้องหลังความอร่อยและเอกลักษณ์ของโดนัท Drop by Dough คือการนำเทคนิคการทำขนมฝรั่งเศสมาอยู่ในโดนัท โดนัททุกชิ้นจึงเป็นงานคราฟต์ งานทำมือตั้งแต่ต้นจนจบ

ซึ่งโดนัทที่ MD แบรนด์ Takeo Kikuchi จากญี่ปุ่นได้เลือก Recommend ไว้ คือโดนัทรส Classic Vanilla (95 บาท)รสคลาสสิกที่ไม่ทำให้ผิดหวัง เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความฟินจากไส้ครีมวานิลลา โรยหน้าด้วยไอซิ่งเข้ากันดีอย่างลงตัว

อินทีเรียร์และแสงสวยๆ ภายในร้านได้รับ Inspiration มาจากการไปทำเพจท่องเที่ยว Oats x Somewhere ที่ประเทศสแกนดิเนเวียร์ที่มีการคิดตกแต่งออกมาได้อย่างลงตัวให้มีความ Photogenic ด้วยสีและลายที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ คือสีน้ำเงิน สีฟ้า และสีครีม ตัดกับสีน้ำตาลเข้มได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์, โคมไฟ หรือโปสเตอร์ที่ใช้ตกแต่งร้านก็คัดสรรค์มาอย่างดี

โดยเฉพาะการที่ใช้ผ้าม่านเพื่อมากั้นฉากให้ลูกค้าแต่ละโต๊ะเพิ่มความไพรเวทมากขึ้น ยังถือเป็นกลยุทธ์เอาใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี ฟีลกู้ดอุ่นใจทุกครั้งที่ไปนั่งชิล Takeo Kikuchi ขอ Recommend ให้กับ Couple ได้ลองไปนั่งชิวจิบกาแฟ ทานโดนัทกันดูครับ

สำหรับท่านสุภาพบุรุษที่อยากพาคนพิเศษไปทานโดนัทหรือถ่ายรูปสวยๆที่ร้าน Drop by dough แนะนำการแต่งตัวให้เน้นเป็นเสื้อผ้าโทนที่เข้ากับโทนสีของร้านออกเป็นโทน น้ำตาล เบจ กรม กากี เพื่อให้มูดและโทนเวลาถ่ายรูปไปด้วยกันกับร้าน อาจจะมีแทรกสี ขาว หรือสีโทนอ่อน เพื่อให้โดดเด่นสะดุดตา สไตล์การแต่งตัวที่ทำให้ดูPhotogenic ขึ้นมาคือการนำแจ็คเก็ตหรือ outer เท่ๆมาคอมพลีทลุคให้ดูน่าสนใจมากขึ้นจะใส่ตัวเดียวหรือจะใส่คลุมเสื้อยืดทับอีกที ให้ได้ลุค Sartorialist ที่ Outstanding และพร้อมให้ช่างภาพ snapอยู่ตลอดเวลา ใส่คู่กับกางเกงแสลค ที่สีแมตซ์กับ Outer ให้ได้ลุคที่ออกมาเท่และดูมีสไตล์เสมือนท่องเที่ยวอยู่สแกนดิเนเวียน

Drop by dough
Location : ซอยสุขุมวิท 101/1
open time : 10:00 – 18:00
Contact : 096 393 8838
มีที่จอดรถหน้าร้านแต่ไม่เยอะครับ
พิกัด : https://g.page/Dropbydough?share

Drop by dough
Location : ซอยสุขุมวิท 101/1
open time : 10:00 – 18:00
Contact : 096 393 8838
มีที่จอดรถหน้าร้านแต่ไม่เยอะครับ
พิกัด : https://g.page/Dropbydough?share

cooking-x-fashion-new2

『 JOSEPN X TAKEO KIKUCHI 』

A Day with Modern Gentlemen

IN A CHILLING DAY MODERN GENTLEMEN DRESSES WELL BUT NOT NECESSARILY IN SUITS AND ALWAYS KEEP HIMSELF HEALTHY

 

วันชิวๆกับ Modern Gentlemen กับ เสื้อเชิ๊ตTakeo Kikuchi เนื้อผ้าใส่สบาย มีความยืดหยุ่นสูง ลงตัวแบบพอดีกับทรงเสื้อ regular fit แต่งทรงปกแบบ Mandarin collar ที่แมทซ์ได้หลายสไตล์ ไม่ว่าจะไปทำงาน หรือ ไปเที่ยว ก็เข้ากับท่านสุภาพบุรุษ Takeo Kikuchi ได้ในทุกสถานการณ์ครับ

Product Detail
Color : Green/Navy
Size : M,L,XL,XXL
Price : 3,300 THB

ชิวยามเช้ากับกล่องอาหารชุด Go eat จากแบรนด์ Joseph Joseph พกง่าย ใช้ง่าย เก็บง่าย ⁠และราคาพิเศษเฉพาะที่ร้าน Takeo Kikuchi Flagship store Central World

BUSY DAY WITH A MODERN GENTLEMEN

ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน สำหรับท่านสุภาพบุรุษที่ดูแลตัวเองอยู่เสมอ จะไม่ปล่อยให้ตัวเองหิว จะต้องพกผลไม้และน้ำดื่มติดตัวอยู่เสมอและที่สำคัญจะเลือก items ที่มี เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเสื้อผ้า กระเป๋าสตางค์ หรืออุปกรณ์ต่างๆ จะต้องประกอบด้วยฟังก์ชันที่ช่วยตอบ lifestyle วันยุ่งๆของท่านสุภาพบุรุษได้เป็นอย่างดีครับ เช่นขวดน้ำ Dots ที่คอยเตือนเสมอว่าในหนึ่งวันเราดื่มน้ำเพียงพอรึยังนะ

Isn’t it appealing when a successful man cook?
ท่านสุภาพบุรุษที่ทำอาหารดูมีสเน่ห์สุด ๆ ครับ ทุกคนว่าจริงไหม

TAKEO KIKUCHI RECOMMENDE

เสื้อ POLYGIENE FRESH POLO SHIRT ทรง smart fit สามารถยับยั้งแบคทีเรียได้ ระบายอากาศดี และแห้งเร็ว ราคา 3,800 บาท ไม่ว่าคุณจะใส่ทำอาหารหรือใส่ไปเดินนอกบ้าน ก็หมดห่วงเรื่องแบคทีเรียไปได้เลยครับ และเครื่องครัวที่ท่านสุภาพบุรุษเลือกใช้ต้องมีดีไซน์ที่มีนวัตกรรมช่วยให้การทำอาหารของท่านสุภาพบุรุษสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลอกเปลือกมันฝรั่ง หรือแม้แต่การเปิดขวดไวน์ก็ตาม

HANGOUT WITH FRIENDS

เมื่อถึงเวลาสังสรรค์เข้าสังคม การเลือก outer ,แจ๊กเก็ตเท่ๆ หรือเสื้อเชิ้ตที่มีดีเทลแปลกใหม่ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ท่านสุภาพบุรุษมีสไตล์ที่น่าสนใจและยังเข้าได้กับทุกสถาณการณ์ได้ดี

กระเป๋า 2WAY CLUTCH BAG ก็เป็นไอเท็มหนึ่งที่ใส่ได้ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น กระเป๋าคลัทช์ไซส์พกพาที่สามารถใช้ได้ทุกที่ทุกโอกาส มีสายสะพายที่สามารถถอดได้ ผลิตจากผ้าโพลีเอสเตอร์ผสมด้วยหนังวัวแท้พิมพ์ลาย saffiano

เสื้อยืด POLYGIENE ทรงหลวม เป็นการทอแบบผ้าหลายสี สามารถยับยั้งแบคทีเรียได้ ระบายอากาศดี และแห้งเร็ว  ราคา 4,000 บาท

A Day with Modern Gentlemen

In a chilling day modern gentlemen dresses well but not necessarily in suits and always keep himself healthy

 

วันชิวๆกับ Modern Gentlemen กับ เสื้อเชิ๊ตTakeo Kikuchi เนื้อผ้าใส่สบาย มีความยืดหยุ่นสูง ลงตัวแบบพอดีกับทรงเสื้อ regular fit แต่งทรงปกแบบ Mandarin collar ที่แมทซ์ได้หลายสไตล์ ไม่ว่าจะไปทำงาน หรือ ไปเที่ยว ก็เข้ากับท่านสุภาพบุรุษ Takeo Kikuchi ได้ในทุกสถานการณ์ครับ

Product Detail
Color : Green/Navy
Size : M,L,XL,XXL
Price : 3,300 THB

ชิวยามเช้ากับกล่องอาหารชุด Go eat จากแบรนด์ Joseph Joseph พกง่าย ใช้ง่าย เก็บง่าย ⁠และราคาพิเศษเฉพาะที่ร้าน Takeo Kikuchi Flagship store Central World

BUSY DAY WITH A MODERN GENTLEMEN

ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน สำหรับท่านสุภาพบุรุษที่ดูแลตัวเองอยู่เสมอ จะไม่ปล่อยให้ตัวเองหิว จะต้องพกผลไม้และน้ำดื่มติดตัวอยู่เสมอและที่สำคัญจะเลือก items ที่มี เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเสื้อผ้า กระเป๋าสตางค์ หรืออุปกรณ์ต่างๆ จะต้องประกอบด้วยฟังก์ชันที่ช่วยตอบ lifestyle วันยุ่งๆของท่านสุภาพบุรุษได้เป็นอย่างดีครับ เช่นขวดน้ำ Dots ที่คอยเตือนเสมอว่าในหนึ่งวันเราดื่มน้ำเพียงพอรึยังนะ

Isn’t it appealing when a successful man cook?
ท่านสุภาพบุรุษที่ทำอาหารดูมีสเน่ห์สุด ๆ ครับ ทุกคนว่าจริงไหม

Takeo Kikuchi recommended

เสื้อ POLYGIENE FRESH POLO SHIRT ทรง smart fit สามารถยับยั้งแบคทีเรียได้ ระบายอากาศดี และแห้งเร็ว ราคา 3,800 บาท ไม่ว่าคุณจะใส่ทำอาหารหรือใส่ไปเดินนอกบ้าน ก็หมดห่วงเรื่องแบคทีเรียไปได้เลยครับ และเครื่องครัวที่ท่านสุภาพบุรุษเลือกใช้ต้องมีดีไซน์ที่มีนวัตกรรมช่วยให้การทำอาหารของท่านสุภาพบุรุษสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลอกเปลือกมันฝรั่ง หรือแม้แต่การเปิดขวดไวน์ก็ตาม

Hangout with friends

 

เมื่อถึงเวลาสังสรรค์เข้าสังคม การเลือก outer ,แจ๊กเก็ตเท่ๆ หรือเสื้อเชิ้ตที่มีดีเทลแปลกใหม่ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ท่านสุภาพบุรุษมีสไตล์ที่น่าสนใจและยังเข้าได้กับทุกสถาณการณ์ได้ดี 

กระเป๋า 2WAY CLUTCH BAG ก็เป็นไอเท็มหนึ่งที่ใส่ได้ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น กระเป๋าคลัทช์ไซส์พกพาที่สามารถใช้ได้ทุกที่ทุกโอกาส มีสายสะพายที่สามารถถอดได้ ผลิตจากผ้าโพลีเอสเตอร์ผสมด้วยหนังวัวแท้พิมพ์ลาย saffiano

เสื้อยืด POLYGIENE ทรงหลวม เป็นการทอแบบผ้าหลายสี สามารถยับยั้งแบคทีเรียได้ ระบายอากาศดี และแห้งเร็ว  ราคา 4,000 บาท

 
creative

『Trend Setter』

Trend Setter
Creative Entrepreneur

ผู้ริเริ่มสร้างโรงแรมที่ไม่ได้เป็นแค่โรงแรมที่ย่านอารีย์กลางกรุงเทพ 

Takeo Kikuchi ชอบที่จะสังสรรค์กับผู้คนที่หลากหลายสาขาอาชีพเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและอุดมการณ์ซึ่งกันและกัน   เวลาที่ได้แลกเปลี่ยนความเห็นของกันและกัน ทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆเพื่อมาเปิดโลกของเรา 

ครั้งนี้เราจึงอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับ”เพื่อน” คนสำคัญของเรา เจ้าของ Josh Hotel และ Interior Designer ชื่อดัง
คุณจอง Jakarin Aksornlawadiwat ที่วันนี้จะมาแลกเปลี่ยนความคิดเล็กน้อยๆกับเรา Takeo Kikuchi

T: สวัสดีครับคุณจอง ขอบคุณสำหรับเวลาในวันนี้นะครับ

J: ไม่เป็นไรครับ ยินดีครับ

T: Takeo Kikuchi พึ่งมาอยู่ที่เมืองไทยได้สักพักเราชอบที่จะแลกเปลี่ยนความคิดและทำอะไรสนุกๆกับเหล่าคน Creative ในแขนงต่างๆของประเทศนั้นมาก

ขอบอกเลยว่า Josh Hotel  ดูสนุก และ เป็นอะไรที่มากกว่าโรงแรมทั่วๆไปรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกับ
Takeo Kikuchi อยู่ เลยอยากจะถามว่า Josh Hotel เกิดขึ้นมาได้อย่างไรหรือครับ

J: คือจริงๆต้องบอกก่อนว่าตัวผมอยู่ในสาย Design Industry กับ Hospitality มารวมๆก็ 20 กว่าปีแล้ว ทำพวกที่เกี่ยวกับ Life Style  ของคนแล้วนำเอา  Design เข้าไป  ซึ่งทำให้เรามองเห็น Trend 

ซึ่งจริงๆแล้ว Trend เหล่านี้ในเมืองใหญ่ๆยกตัวอย่าง เช่น Tokyo, London  หรือ New York นั้นมีอยู่แล้วในระดับนึง เลยมองว่ามันน่าจะเกิดขึ้นใน Bangkok ได้เหมือนกัน แล้วผมก็มาเจอตึกเก่าตึกนี้อายุกว่า30ปี  แล้วในย่านอารีย์ ซึ่งเป็นย่านใหม่ของคนกรุงเทพ เทียบกับที่ญี่ปุ่นก็จะนึกถึงย่านเก๋ๆหน่อย น่าจะเหมือนที่ Daikanyama ซึ่ง Character ของคนเหล่านี้ที่ไปสถานที่แบบนี้คือคนรุ่นใหม่ที่มองหาสิ่งที่ต่างจากที่อื่น เลยมองว่าแถวนี้ก็ยังไม่มีใครทำโรงแรมเลย หรือให้พูดจริงๆเลยเราก็พยายามจะมองหา Local Hotel ที่มันมีความลงตัวที่คนรุ่นใหม่มองหาในกรุงเทพไม่เจอ  ซึ่งผมเคยไปแถวชิบูยะที่โตเกียวแล้วรู้สึกชอบมากๆเลยคือ Trunk Hotel …แต่นั้นก็ออกไปทาง  Luxury  หรือ  Premium  หน่อยๆ ถ้ายกตัวอย่างอีกก็พวก The Hoxton หรือ Ace Hotel คือเค้าไม่ได้ทำโรงแรมมาให้เป็นแค่ที่พักอย่างเดียว เราอยากจะสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับคนในกรุงเทพ…..คือกรุงเทพมันก็น่าจะมีอะไรแบบนี้และคนในพื้นที่เข้าถึงได้ขึ้นมาบ้าง

T: คือเป็น Destination ที่ทุกคนสามารถมาที่โรงแรมได้โดยที่ไม่ใช่การมานอนพักเพียงอย่างเดียว

J: คือเราพยายามที่จะทำ ”Place” ขึ้นมาไม่ใช่การทำโรงแรม ซึ่งทุกคนสามารถมาใช้บริการได้ โดยมีองค์ประกอบที่คนรุ่นใหม่ๆมองหา เช่นพวก Café, Hidden Bar  หรือ ร้านอาหารเก๋ๆ ไม่ใช่แค่ที่พัก แล้วย่านนี้ก็ใหม่ใช่ใหมครับ…มันมี Happening เกิดขึ้นตลอดเวลา เลยมองว่า Location นี้น่าสนใจ

T: พวก The Hoxton  หรือ  Ace Hotel เค้าชัดเจนมากว่าเป็น  Boutique Hotel แต่ไปทาง  Luxury ซึ่งพวกเค้านำเสนอเป็น Life Style โดยที่มีการทำ  Merchandise หรือ Cafe ให้แก่ผู้ที่มาเยือน

ทีนี้มองว่าตัว Josh Hotel  เองมองตรงจุดนั้นไว้เพียงแต่วิธีการนำเสนอแก่ผู้คนอาจจะต่างออกไป

J: ใช่ๆ คือพูดว่าเราปรับให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายของมันมากกว่า เพราะด้วยอาคารที่ได้มาเราเลยมองย้อนกลับไปในทางพวกยุค….

T: 60th 70th?

J: 70th 80th มากกว่า คือเรามองว่ามันก็สนุกในแง่ของสีสัน และการนำเสนอ แต่เราคงไม่ไปแตะที่ Luxury คือผมมองว่าเกรดใหนเราก็นำ Design เข้าไปได้ไม่จำเป็นว่าต้อง5ดาว4ดาวเท่านั้น

T: ที่เลือกยุคที่บอกมาเป็น Theme นี้มองว่าเหมาะกับตลาดในเมืองไทยมากกว่าหรือครับ

J: ใช่ครับ ด้วย Nature ของคนไทยด้วยโดยเฉพาะเด็กในยุคนี้ แต่จริงๆก็ทั่งโลกนั้นแหละที่คนหาสถานที่ถ่ายรูปแล้วใช้โซเชียลมีเดียในลักษณะของการ PR

T: เท่าทีดูตัวโรงแรมและที่คุณจองออกแบบมาหลายๆงานรู้สึกว่า Style การออกแบบจะมีความสนุกแต่ไม่เยอะจนเกินไป

J: ใช่ๆ

T: ไม่ว่าจะ Ace Hotel  หรือ Trunk Hotel   ที่โตเกียว แต่ที่เมืองไทยถือว่าใหม่มากๆเลย เรียกได้เลยว่า Josh Hotel นี้น่าจะเป็นคนแรกๆหรือเรียกว่าเบอร์ต้นๆเลยในตลาดนี้ที่ไม่ใช่แค่การทำโรงแรมแต่เป็นสถานที่นำเสนอ Life Style แบบนี้

J: ใช่ครับ

T: คิดว่าตลาดนี้จะโตขึ้นอีกใหมครับ

J: ผมเชื่อว่าโตขึ้นครับ คือไม่เรียกว่าเราคือต้นแบบแต่ว่าเวลาที่เราทำอะไรที่แตกต่างจากตลาดปกติคนจะเริ่มหันกลับมาดูว่า เอ้ะทำอะไรกันอยู่ ซึ่งจริงๆมันเกิดขึ้นแล้วแต่มันไม่ได้เกิดขึ้นในโรงแรมเท่านั้นเอง เช่นพวก The Common ที่เน้นเรื่องการดื่มกิน แต่เราเอาที่พักเข้ามา Blend  ปรับให้เข้ากับผู้คนมากกว่า

T: ครั้งนี้เราได้มีโอกาสมาพูดคุยกันคิดว่าแฟชั่นใน Style  ญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้างครับ

J: จริงๆ Style ญี่ปุ่นไม่ใช่ว่าจะนิ่งเงียบตลอดมีความคล้ายๆกับคนไทยอยู่เหมือนกัน เปรียบเทียบเกาหลีกับญี่ปุ่นต่างกันอยู่พอสมควร คนญี่ปุ่นจะมีความหลากหลายมีการนำเอาสิ่งที่ตัวเองชอบมาผสมผสานกันผมว่าคนไทยก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันถ้าเกาหลีก็จะเรียบๆหน่อย  ผู้ชายสมัยใหม่แต่งตัวมากขึ้นด้วยแต่อยู่ที่ความชอบที่แตกต่างกัน

T: ผู้ชายไทยสมัยนี้แต่งตัวเก่งขึ้นเยอะมาก ชัดเจนว่าตัวเองชอบอะไร

J: เอาจริงๆเสื้อผู้ชายแพงกว่าเสื้อผู้หญิงนะ

T&J: หัวเราะ

T: ตลาดเสื้อผ้าผู้ชายเองก็น่าจะเติบโตขึ้นครับ ผู้ชายไทยสมัยนี้มีรสนิยมกับความชอบชัดเจนมีความ  Sophisticate  ในการใช้ชีวิตมาก

J: จริงๆตอนนี้เรายังพูดถึงแค่กรุงเทพอย่างเดียว ซึ่งเรามีหัวเมืองใหญ่ๆอีกเยอะ เชียงใหม่ ภูเก็ต ทางอีสานเองอุดร ขอนแก่นนี้ไม่ใช่เมืองเล็กๆเลย สมัยนี้มันก็ไม่ได้ช้ากว่ากันขนาดนั้นแต่เรามีของไปหาเค้าหรือป่าวเท่านั้นเอง

T: ทางเราเป็น  Fashion Brand ทำMen’s Wear   มาจากญี่ปุ่นคิดว่าจะเหมาะกับคนไทยใหมครับ หรือคิดว่าสมัยนี้พวก  Street Wear แบบ American Style จะดีกว่า

J: ไม่น่านะครับ อย่างเราเองก็หยิบจับเอากลิ่นอาย Post-Modern  เมื่อ 30 ปีที่แล้วมาทำแต่ทำให้สนุกมากขึ้นเท่านั้นเองคือเราชอบพวกเครื่องเรือนเท่ๆด้วย คนไทยเดียวนี้ฉลาดเลือกของให้ตัวเองมาก

T: คุณจองชอบไปเที่ยวญี่ปุ่นนี้ครับ ปกติถ้าไปจะไปอยู่แถวใหนเป็นพิเศษหรือป่าวครับ

J: ผมชอบย่าน Nakameguro มากเลยครับ

T: ย่านเก๋เลยครับ พวกเฟอร์นิเจอร์เก่าๆเก๋ๆเต็มเลย

J: ใช่ครับมีพวก Bar ฮิปๆอยู่เหมือนกันนะ

T: โอเค ครั้งนี้ต้องขอบคุณนะครับที่มานั้งคุยด้วยกัน

J: ไม่เป็นไรครับ Josh เรายินดีเสมอเลยครับ มีอะไรก็ติดต่อเข้ามาเลยนะครับ

ผู้ริเริ่มสร้างโรงแรมที่ไม่ได้เป็นแค่โรงแรมที่ย่านอารีย์กลางกรุงเทพ 

Takeo Kikuchi ชอบที่จะสังสรรค์กับผู้คนที่หลากหลายสาขาอาชีพเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและอุดมการณ์ซึ่งกันและกัน   เวลาที่ได้แลกเปลี่ยนความเห็นของกันและกัน ทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆเพื่อมาเปิดโลกของเรา 

ครั้งนี้เราจึงอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับ”เพื่อน” คนสำคัญของเรา เจ้าของ Josh Hotel และ Interior Designer ชื่อดัง คุณจอง Jakarin Aksornlawadiwat ที่วันนี้จะมาแลกเปลี่ยนความคิดเล็กน้อยๆกับเรา Takeo Kikuchi

T: สวัสดีครับคุณจอง ขอบคุณสำหรับเวลาในวันนี้นะครับ

J: ไม่เป็นไรครับ ยินดีครับ

T: Takeo Kikuchi พึ่งมาอยู่ที่เมืองไทยได้สักพักเราชอบที่จะแลกเปลี่ยนความคิดและทำอะไรสนุกๆกับเหล่าคน Creative ในแขนงต่างๆของประเทศนั้นมาก

ขอบอกเลยว่า Josh Hotel  ดูสนุก และ เป็นอะไรที่มากกว่าโรงแรมทั่วๆไปรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกับ Takeo Kikuchi อยู่ เลยอยากจะถามว่า Josh Hotel เกิดขึ้นมาได้อย่างไรหรือครับ

J: คือจริงๆต้องบอกก่อนว่าตัวผมอยู่ในสาย Design Industry กับ Hospitality มารวมๆก็ 20 กว่าปีแล้ว ทำพวกที่เกี่ยวกับ Life Style  ของคนแล้วนำเอา  Design เข้าไป  ซึ่งทำให้เรามองเห็น Trend 

ซึ่งจริงๆแล้ว Trend เหล่านี้ในเมืองใหญ่ๆยกตัวอย่าง เช่น Tokyo, London  หรือ New York นั้นมีอยู่แล้วในระดับนึง เลยมองว่ามันน่าจะเกิดขึ้นใน Bangkok ได้เหมือนกัน แล้วผมก็มาเจอตึกเก่าตึกนี้อายุกว่า30ปี แล้วในย่านอารีย์ ซึ่งเป็นย่านใหม่ของคนกรุงเทพ เทียบกับที่ญี่ปุ่นก็จะนึกถึงย่านเก๋ๆหน่อย น่าจะเหมือนที่ Daikanyama ซึ่ง Character ของคนเหล่านี้ที่ไปสถานที่แบบนี้คือคนรุ่นใหม่ที่มองหาสิ่งที่ต่างจากที่อื่น เลยมองว่าแถวนี้ก็ยังไม่มีใครทำโรงแรมเลย หรือให้พูดจริงๆเลยเราก็พยายามจะมองหา Local Hotel ที่มันมีความลงตัวที่คนรุ่นใหม่มองหาในกรุงเทพไม่เจอ  ซึ่งผมเคยไปแถวชิบูยะที่โตเกียวแล้วรู้สึกชอบมากๆเลยคือ Trunk Hotel …แต่นั้นก็ออกไปทาง  Luxury  หรือ  Premium  หน่อยๆ ถ้ายกตัวอย่างอีกก็พวก The Hoxton หรือ Ace Hotel คือเค้าไม่ได้ทำโรงแรมมาให้เป็นแค่ที่พักอย่างเดียว เราอยากจะสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับคนในกรุงเทพ…..คือกรุงเทพมันก็น่าจะมีอะไรแบบนี้และคนในพื้นที่เข้าถึงได้ขึ้นมาบ้าง

T: คือเป็น Destination ที่ทุกคนสามารถมาที่โรงแรมได้โดยที่ไม่ใช่การมานอนพักเพียงอย่างเดียว

J: คือเราพยายามที่จะทำ ”Place” ขึ้นมาไม่ใช่การทำโรงแรม ซึ่งทุกคนสามารถมาใช้บริการได้ โดยมีองค์ประกอบที่คนรุ่นใหม่ๆมองหา เช่นพวก Café, Hidden Bar  หรือ ร้านอาหารเก๋ๆ ไม่ใช่แค่ที่พัก แล้วย่านนี้ก็ใหม่ใช่ใหมครับ…มันมี Happening เกิดขึ้นตลอดเวลา เลยมองว่า Location นี้น่าสนใจ

T: พวก The Hoxton  หรือ  Ace Hotel เค้าชัดเจนมากว่าเป็น  Boutique Hotel แต่ไปทาง  Luxury ซึ่งพวกเค้านำเสนอเป็น Life Style โดยที่มีการทำ  Merchandise หรือ Cafe ให้แก่ผู้ที่มาเยือน

ทีนี้มองว่าตัว Josh Hotel  เองมองตรงจุดนั้นไว้เพียงแต่วิธีการนำเสนอแก่ผู้คนอาจจะต่างออกไป

J: ใช่ๆ คือพูดว่าเราปรับให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายของมันมากกว่า เพราะด้วยอาคารที่ได้มาเราเลยมองย้อนกลับไปในทางพวกยุค….

T: 60th 70th?

J: 70th 80th มากกว่า คือเรามองว่ามันก็สนุกในแง่ของสีสัน และการนำเสนอ แต่เราคงไม่ไปแตะที่ Luxury คือผมมองว่าเกรดใหนเราก็นำ Design เข้าไปได้ไม่จำเป็นว่าต้อง5ดาว4ดาวเท่านั้น

T: ที่เลือกยุคที่บอกมาเป็น Theme นี้มองว่าเหมาะกับตลาดในเมืองไทยมากกว่าหรือครับ

J: ใช่ครับ ด้วย Nature ของคนไทยด้วยโดยเฉพาะเด็กในยุคนี้ แต่จริงๆก็ทั่งโลกนั้นแหละที่คนหาสถานที่ถ่ายรูปแล้วใช้โซเชียลมีเดียในลักษณะของการ PR

T: เท่าทีดูตัวโรงแรมและที่คุณจองออกแบบมาหลายๆงานรู้สึกว่า Style การออกแบบจะมีความสนุกแต่ไม่เยอะจนเกินไป

J: ใช่ๆ

T: ไม่ว่าจะ Ace Hotel  หรือ Trunk Hotel   ที่โตเกียว แต่ที่เมืองไทยถือว่าใหม่มากๆเลย เรียกได้เลยว่า
Josh Hotel นี้น่าจะเป็นคนแรกๆหรือเรียกว่าเบอร์ต้นๆเลยในตลาดนี้ที่ไม่ใช่แค่การทำโรงแรมแต่เป็นสถานที่นำเสนอ Life Style แบบนี้

J: ใช่ครับ

T: คิดว่าตลาดนี้จะโตขึ้นอีกใหมครับ

J: ผมเชื่อว่าโตขึ้นครับ คือไม่เรียกว่าเราคือต้นแบบแต่ว่าเวลาที่เราทำอะไรที่แตกต่างจากตลาดปกติคนจะเริ่มหันกลับมาดูว่า เอ้ะทำอะไรกันอยู่ ซึ่งจริงๆมันเกิดขึ้นแล้ว
แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นในโรงแรมเท่านั้นเอง เช่นพวก The Common ที่เน้นเรื่องการดื่มกิน แต่เราเอาที่พักเข้ามา Blend  ปรับให้เข้ากับผู้คนมากกว่า

T: ครั้งนี้เราได้มีโอกาสมาพูดคุยกันคิดว่าแฟชั่นใน Style  ญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้างครับ

J: จริงๆ Style ญี่ปุ่นไม่ใช่ว่าจะนิ่งเงียบตลอดมีความคล้ายๆกับคนไทยอยู่เหมือนกัน เปรียบเทียบเกาหลีกับญี่ปุ่นต่างกันอยู่พอสมควร คนญี่ปุ่นจะมีความหลากหลายมีการนำเอาสิ่งที่ตัวเองชอบมาผสมผสานกันผมว่าคนไทยก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันถ้าเกาหลีก็จะเรียบๆหน่อย  ผู้ชายสมัยใหม่แต่งตัวมากขึ้นด้วยแต่อยู่ที่ความชอบที่แตกต่างกัน

T: ผู้ชายไทยสมัยนี้แต่งตัวเก่งขึ้นเยอะมาก ชัดเจนว่าตัวเองชอบอะไร

J: เอาจริงๆเสื้อผู้ชายแพงกว่าเสื้อผู้หญิงนะ

T&J: หัวเราะ

T: ตลาดเสื้อผ้าผู้ชายเองก็น่าจะเติบโตขึ้นครับ ผู้ชายไทยสมัยนี้มีรสนิยมกับความชอบชัดเจนมีความ  Sophisticate  ในการใช้ชีวิตมาก

J: จริงๆตอนนี้เรายังพูดถึงแค่กรุงเทพอย่างเดียว ซึ่งเรามีหัวเมืองใหญ่ๆอีกเยอะ เชียงใหม่ ภูเก็ต ทางอีสานเองอุดร ขอนแก่นนี้ไม่ใช่เมืองเล็กๆเลย สมัยนี้มันก็ไม่ได้ช้ากว่ากันขนาดนั้นแต่เรามีของไปหาเค้าหรือป่าวเท่านั้นเอง

T: ทางเราเป็น  Fashion Brand ทำMen’s Wear   มาจากญี่ปุ่นคิดว่าจะเหมาะกับคนไทยใหมครับ หรือคิดว่าสมัยนี้พวก  Street Wear แบบ American Style จะดีกว่า

J: ไม่น่านะครับ อย่างเราเองก็หยิบจับเอากลิ่นอาย Post-Modern  เมื่อ 30 ปีที่แล้วมาทำแต่ทำให้สนุกมากขึ้นเท่านั้นเองคือเราชอบพวกเครื่องเรือนเท่ๆด้วย คนไทยเดียวนี้ฉลาดเลือกของให้ตัวเองมาก

T: คุณจองชอบไปเที่ยวญี่ปุ่นนี้ครับ ปกติถ้าไปจะไปอยู่แถวใหนเป็นพิเศษหรือป่าวครับ

J: ผมชอบย่าน Nakameguro มากเลยครับ

T: ย่านเก๋เลยครับ พวกเฟอร์นิเจอร์เก่าๆเก๋ๆเต็มเลย

J: ใช่ครับมีพวก Bar ฮิปๆอยู่เหมือนกันนะ

T: โอเค ครั้งนี้ต้องขอบคุณนะครับที่มานั้งคุยด้วยกัน

J: ไม่เป็นไรครับ Josh เรายินดีเสมอเลยครับ มีอะไรก็ติดต่อเข้ามาเลยนะครับ

takeo-kikuchi-newitem2

『BLACK CALF LEATHER SNEAKERS』

RECOMMENDED NEW ITEM
SPINGLE MOVE

Spingle Move รองเท้าหนัง Handmade คุณภาพระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่น ด้วยสัมผัสที่นุ่มใส่สบาย
ออกแบบด้วยวัสดุพรีเมี่ยมและเทคโนโลยีที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี
เหมาะกับท่านสุภาพบุรุษในแบบTakeo Kikuchi

ONLY AT TAKEO KIKUCHI FLAGSHIP STORE FIRST FLOOR
CENTRALWORLD

Spingle-Move_201021_2
Spingle-Move_201021_5

WHITE CALF LEATHER SNEAKERS SPINGLE MOVE

รองเท้า Sneaker หนังสีขาว สุดฮิตจากญี่ปุ่น Match ง่าย เนื้อนุ่มใส่สบาย
Spingle move ทุกคู่เป็นงาน handmade ครับ (รูปถ่ายจากสินค้าจริง)

Spingle-Move_201021_4
Spingle-Move_201021_7

BLACK CALF LEATHER SNEAKERS

SPINGLE MOVE รองเท้า Sneaker หนังสีดำสุดฮิตจากญี่ปุ่น เนื้อนุ่มสบาย พื้นในผลิตจากยางแท้มีความยืดหยุ่นสูง
สีดำตอกย้ำความเรียบ เท่ ของท่านสุภาพบุรุษได้เป็นอย่างดี

Spingle-Move_201021_1
Spingle-Move_201021_0

RIBBON LEATHER SNEAKERS

SPINGLE MOVE รองเท้า Sneaker หนังสีขาวคาดลายริบบิ้นสุดเท่ รุ่นนี้ยอดฮิตถามถึงกันมาเยอะครับ

Spingle-Move_201021_3
Spingle-Move_201021_6

INDIGO SNEAKERS

SPINGLE MOVE สี INDIGO สวยมีสไตล์แบบเป็นเอกลักษณ์ เอาใจท่านสุภาพบุรุษสาวกรองเท้าสนีกเกอร์หนังแฮนด์เมดจากญี่ปุ่น!

Joshhotel-2

『Josh Hotel X Takeo Kikuchi Thailand Special Project 』

Josh Hotel X Takeo Kikuchi Thailand Special Project

มาทำความรู้จักกับโรงแรมสุดเท่ที่เหล่าฮิปสเตอร์ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศมาเยือนเป็นประจำทุกเดือน
หนึ่งใน Landmarkของย่านอารีย์ Josh Hotel ที่ตอนนี้เป็นมากกว่าแค่ Hotelในครั้งนี้ Takeo Kikuchi Thailand อยากจะให้ทุกคนได้รูปจักกับ Josh Hotel และ ย่านอารีย์ให้มากขึ้นผ่านกิจกรรมหลายอย่างเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนตุลาคม 2020 โดยที่แต่ละเดือนจะมีกิจกรรมต่างๆกับไปในแต่ละเดือน
สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ช่องทางออนไลน์ และ หน้าร้านตามห้างต่างๆของTakeo Kikuchi หรืออีกช่องทางคือที่ Josh Hotel

Map-Josh